จากคราฟท์เบียร์สู่อัลตร้าเทรลฟินิชเชอร์

ไล่เรียงดู Activity log ในเฟสบุ๊คส่วนตัวของผมช่วงเดือนนี้ของปีที่แล้ว เห็นได้ว่ายังคงหมกหมุ่นอยู่ในกระแสของ เบียร์ทางเลือก (คราฟท์เบียร์) และ เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเบียร์อยู่เลยยย….

เกือบ1 ปีผ่านไป อะไรทำให้เรามายืนอยู่หลังเส้นสตาร์ทไลน์ของงานวิ่งเทรลในระยะอัลตร้า ที่มากกว่ามาราธอนได้นะ…. คิดในแง่ไหนมันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้… แต่ช่างมันเถอะมาถึงจุดนี้มันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว…

เวลา ตี 5 ตรงตามเวลานัดหมายของผู้จัด ผมวิ่งเหยาะออกตัวไปพร้อมเสียงสัญญาณปล่อยตัว รั้งท้ายกลุ่มนักวิ่งเทรลระยะ 50km. ท่านอื่น พร้อมกับเป้าหมายส่วนตัวที่จะเข้าเส้นชัยให้ได้ก่อนเวลาตัดตัวที่ 12 ชม. มันคงเป็นการวิ่งที่ยาวนานที่สุดในชีวิต เลยนะเนี่ย….

ปฐมบท……The turning point.

      ชีวิตการวิ่งของผมเริ่มขึ้นง่ายๆ ด้วยการชักชวนโดยเพื่อนสนิทให้มาวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก โดยที่ช่วงนั้นผมบวม อืด จากการ  ตลุยชิมเบียร์ทั้งไทย/เทศ ตลอดช่วงปี 2017 กินดึก นอนเช้าของอีกวัน ร่างพัง น้ำหนักขึ้นผิดปกติ จากเดิมอยู่ที่ ราวๆ 81-83 Kg. ไปอยู่ที่ 89-90kg. การแบกน้ำหนักขนาด 0.9 ตัน เป็นปัญหาในชีวิตประจำอยู่บ้าง ทั้งเรื่องภาพลักษณ์ภายนอก และอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แถมต้องยังคอยหาซื้อกางเกง/เสื้อใหม่ เพื่ออัพไซส์อยู่ตลอดเวลา


ประกอบกับช่วงเวลานั้นร่วมหุ้นกับน้องๆ เปิดร้านคราฟท์เบียร์ ทำให้การชิมเบียร์ใหม่ๆในตลาด เป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งในชีวิต (ในช่วงนั้น) ก็ว่าได้ และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กระแสงานวิ่ง ที่กำลัง “มา” อยู่ด้วย โดยเราจะสังเกต เห็นคนรอบตัว,เพื่อนๆเรา ในหน้า Feed FB โพสเกี่ยวกับเรื่องงานวิ่ง หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวโยงกันด้วยความภาคภูมิใจ ดังนั้นกิจกรรมงาน”วิ่งไปกินเบียร์” จึงถือกำเนิดขึ้น โดยได้แรงบันดาลมาจาก Mikkeller Running Club – Bangkok ที่จะจัดงานวิ่งระยะสั้นโดยมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดที่บาร์ โดยทุกคนจะได้รับ House beer 1 แก้วเป็นรางวัลหลังเข้าเส้นชัย นี่มันช่างเป็นคอนเซปที่เข้ากับบาร์เรายิ่งนัก!!

โดยครั้งแรกที่ตัดสินใจจัด และประกาศไปทางเพจของร้าน (ที่ค่อนข้างร้าง) มีจำนวนคนวิ่งนับได้ทั้งหมด 5 คนถ้วน (ฮา) โดยมีไอ้เพื่อนสนิทผม กับน้องๆที่ร้านเบียร์นี่แหละรวมอยู่ในนั้น เส้นทางวิ่งคือ ซิตี้รันจากร้านเบียร์แถวรัตนาธิเบศร์ไปร้านกาแฟที่รู้จักกันแถบ ถนนติวานนท์ รวมระยะ ไปกลับอยู่ที่ 5 km ถ้วน!! (ไป 2.5km กลับ 2.5km มีพักกินกาแฟคั่นกลาง ชิวโคตรๆ) จำได้ลางๆว่า ช่วง 500 เมตร สุดท้ายของช่วงไปและกลับนี่มันเหนื่อยมากก…… แต่ก็เข้าร่วมกิจกรรมมาตลอดเกือบทุกครั้งที่ร้านจัดนะ…หรือว่านี่คือ จุดเริ่มต้นของคำว่าวินัยในการวิ่ง…..

เส้นชัยแรก……The first finisher line

Date: 16th July 2018

     หลังจากที่วิ่งมาได้ซักระยะ (ไม่เคยเกิน 5 Km) ไอ้เพื่อนเจ้ากรรมคนเดิม เริ่มงานป้ายยาตามสไตล์นักวิ่ง โดยบอกผมว่า “เฮ้ยกูได้บิบงานวิ่งฟรีมาหว่ะ 10 กิโล ไปลองสนามดูบ้างไหมมึง” ในใจผมคิด บิบคืออะไรวะ….??? ถามไปถามมาถึงรู้ว่า อ่อ..มันก็คือ ไอ้เบอร์ติดหน้าอกของนักวิ่งนั่นแหละ “แต่งานนี้ไม่มีชิฟนะ” ชิฟเฮียไรวะ….ผมคิดในใจเช่นเคย อ่อ..มันเอาไว้ส่งสัญญาณจับเวลา…บลาๆ ตอนนั้นไม่เข้าใจ รู้แต่เพียงว่า มึงจะให้กูไปวิ่ง 10 โล ใช่ไหมเดี๋ยวกูจะทำให้มึงดู…ห่า นับประสาอะไร กูนี่นัก (เคย) วิ่ง สอบ รด. (รักษาดินแดน) ด้วยชุดนักเรียน+รองเท้านันยาง ด้วยเวลา 3 นาที นิดๆ (คัทออพ 3:15 นาที) ใน 800 เมตร นะเว้ยเฮ้ย…..

       วันแข่ง…ออกจากบ้านแถวพุทธมณฑลตั้งแต่ตีสาม ขับรถไปบึงมะขามเทศ (มีนบุรี) ถึงประมาณ ตี 4 นิดๆ จอดรถ นัดเจอเพื่อนๆในกลุ่มนัก (เริ่ม) วิ่งด้วยกัน ยืดเหยียดร่าง รอเพื่อน (อีกคน) ที่จะเอาบิบมาให้ แต่รอแล้วรอเล่าจน ถึงเวลาปล่อยตัว…จนสัญญาณปล่อยตัวดังแล้ว….มันก็ยังไม่มา….เหล่านักวิ่งไร้บิบ เริ่มอยู่ไม่สุขควักโทรศัพท์ เช็คกันให้วุ่น ระหว่างกะลังบ่นๆ กันอยู่นั้น ไอ้เพื่อนคนนี้ก็ปรากฎตัวพร้อมรอยยิ้มแหยๆ พร้อมคำแก้ตัวสุดคลาสสิคว่า” โทษที…กูตื่นสายหว่ะ….” คลาสสิคสัสๆ หลังจากแจกจ่ายเบอร์ แยกย้ายกันติดบิบ งานวิ่งครั้งแรกของผมจึงเริ่มขึ้น…หลังจากที่ปล่อยตัวไปแล้วเกือบสิบนาที!!!


หลังจากนั้นก็ออกตัวไปด้วยความกระวนกระวาย ไล่ตามหาหางแถวจนเจอ ฝืนเร่งแซงกลุ่มรั้งท้ายไปได้หลายคน แล้วเหมือนนัดกันไว้ ก๊อกแรกหมดที่ 2 กม.ถ้วน…หยุดเดินพร้อมหอบหายใจ ตามปกติวิสัย สังเกตคนรอบข้าง บ้างก็หยุด เดินบ้างก็วิ่งเหยาะ แต่ส่วนใหญ่ยังวิ่งกันไปได้เรื่อยๆ กัดฟันวิ่งเหยาะตามกระแสผู้คนส่วนใหญ่ไป อนิจจาได้เพียงแค่คิด…เพราะต้องหยุด หอบหายใจ อีกครั้งหลังจาก 200 เมตรโดยประมาณ

เดินต่อไปเรื่อยตามทาง ป้ายบอกทางบอกระยะ 3 km.ผ่าน คิดในใจ…กูจะรอดไหมวะเนี่ย ระหว่างกำลังสบสนอยู่นั้นมีเสียงตะโกนจากคนขี่จักรยานจากทางด้านหลัง….”ขอทางให้ 10km คนแรกด้วยครับ” ผมหันไปมองตามเสียง พร้อมเห็นภาพผู้คนแหวกทางให้จักรยานและนักวิ่งชายท่านหนึ่ง ตามมาอย่างกระชั้นชิดหลังจักรยาน รูปร่างนี่เข้าขั้น ผอมเกร็งแบบนักวิ่งชั้นนำแถบประเทศแถบแอฟฟริกา วิ่งเหมือนลอยผ่านผมไปแบบไม่ยากเย็นนัก… แม่งทำได้ไงวะ… ผมอุทานในใจ…หลังจากนั้น ผมเดินสลับวิ่งเหยาะจนใกล้ครบ 5km. (เส้นทางวิ่งคือ 2 รอบสนาม รอบละ 5km ) รู้สึกดีขึ้น กลับมาวิ่งได้อีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ความรู้สึกไม่เหมือนกับ 2 กม.แรก ที่เต็มไปด้วยความกังวล มันเหมือนจะมีพลังมากขึ้น อารมณ์เหมือน Fast forward ในคลิปวีดิโอ ที่เห็นป้ายระยะทางไล่ไปตั้งแต่ กม.6 ,7, 8, 9  วิ่งไปได้ เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเหนื่อยนัก โดยช่วง กม.สุดท้าย จำได้ว่ามีแรงฮึด เพิ่มสปีดไล่แซงนักวิ่งหลายท่านด้วยความฮึกเหิม โดยหารู้ไม่ว่าการมางานวิ่ง ช่วงกม.สุดท้าย จะเป็นช่วงที่ช่างภาพจะเยอะสุดๆ และเราก็ควรจะแอคชั่นท่าให้สวย เพื่อจะได้รูปที่ออกมาดูดี ไปอวดเพื่อนๆได้ แต่ครั้งนี้มันคือครั้งแรกของผมไง ใส่จะหน้าเหยเก หยั่งกะ คาวาอูจิ ตอนวิ่งเข้าเส้นชัย….

         ช่วง กม.สุดท้ายวิ่งผ่านกลุ่มคนที่ผูกลูกโป่งสีส้มสดใสไว้ด้านหลัง เห็นพวกเค้าให้กำลังใจกันไปตลอดระยะ เรายังคิดในใจ พวกนี้เค้าดีนะวิ่งกันเป็นกลุ่มก้อนน่าจะสนุกดี โดยมารู้ทีหลังว่า อันนั้นเค้าคือ “เพซเซอร์” ผู้ที่ทำหน้าที่วิ่งไกด์ เพื่อให้นักวิ่งเข้าเส้นชัยได้ในเวลาที่กำหนด (ส่วนใหญ่จะระบุไว้ที่ลูกโป่งนั่นแหละ) – ทำไมไม่มีคนบอกกุอีกแร้วว… สุดท้ายวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยแรงใจและแรงกายเหลือๆ พร้อมไอ้เพื่อนสนิทที่ตั้งกล้องถ่ายวีดีโอรอ พร้อมคำแซวว่า “เอ้าเร็วๆมึง เค้าจะเก็บงานกลับบ้านกันหมดแล้ว”

        หลังจากเข้าเส้นชัย ก็มาหาน้ำ-อาหารขอผู้จัดที่เตรียมไว้อย่างจัดเต็ม (งานนี้จัดโดย บริษัท CP) ดูนักวิ่งแนวหน้ารับถ้วยรางวัล ชื่นชมบรรยากาศ after race ที่เห็นทุกคนมีแต่ความสุข และเสียงหัวเราะ และพูดคุยกันเรื่องการแข่งขันที่ผ่านมาอย่างออกรส  หลังจากนั้นผมก็ขับรถกลับบ้าน มีเหรียญ finisherคล้องอยู่บนคอ หัวใจพองโตอยู่ในใจ จากการได้เป็น finisher 10Km หนแรกในชีวิต….หรือผมจะชอบการวิ่งแล้วจริงๆ (วะ)?

*10Km. แรก ผมใช้เวลาไปทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที


เรื่องราวหลังจากเส้นชัยแรก….Road to Trail then and the story to be a serious runner….

        หลังจากจบงานวิ่ง 10Km แรก จากคนที่เคยหมกหมุ่นกับเรื่องการดื่มและสังสรรค์  กลายเป็นคนที่สนใจในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการวิ่ง เริ่มค้นหาข้อมูลการซ้อม การกิน เวป Thai run เหมือนจะกลายเป็น Default ของ FB ส่วนตัวของผม ปริมาณในการดื่มลดลงสวนทางจำนวนกิโลเมตรการวิ่งสะสมที่เพิ่มขึ้น ซ้อมวิ่ง10k จนเป็นระยะมาตรฐานส่วนตัวในการซ้อม        เพื่อน (คนเดิม) เลยชวนไปวิ่งระยะวัดใจในระยะ21Km ในการวิ่งงานครั้งแรกบนสะพานพระราม8 ซึ่งจบด้วยเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที แบบไม่ยากเย็นนัก ดูเหมือนผมจะ เริ่มเสพย์ติดการเข้าเส้นชัยขึ้นมาซะแล้ว

         เป็นเรื่องปกติเมื่อวิ่งมาได้ซักพัก สัญชาตญาณการเป็น Pro (อุปกรณ์) จะเริ่มครอบงำ ช่วงนั้นจำได้ว่าใช้เวลาในการค้นคว้าหาข้อมูล ทั้งในอินเตอร์เนต และกลุ่มเพื่อนที่เป็นนักวิ่งโปรๆ กับเรื่องนาฬิกาสำหรับวิ่งอยู่เป็นเดือนๆ เอายี่ห้อไรดีวะ, รุ่นไหนดีวะ ,สเปคเป็นไง, มึงจะใช้วิ่งอย่างเดียว หรือ เอาไว้เผื่อลงไตรด้วยเลยไหม อะไร ยังไง เยอะแยะมากมาย 108 จนเครียดจัด  ไม่ดูมันละ สรุปเอาตัวที่กูชอบและอยากใส่ทุกวันก็แล้วกัน จำได้ว่า วันที่ตัดสินใจซื้อ นั่งรถไฟฟ้าไปร้านบานาน่ารัน สาขา MRT สุขุมวิท บอกคนขายว่าขอลอง Fenix 5S หน่อย คนขายยังบอกว่าพี่ตัวใหญ่ (ผมสูง 185 Cm) ผมว่าพี่ลอง Fenix 5 ธรรมดาก่อนไหม๊ ผมไม่สนใจ ด้วยความแน่วแน่จึงกลับออกมาจากร้านพร้อมกล่อง Fenix 5S ในมือ บวก ออฟชั่น Sapphire มาอีกกก โดนไปทั้งหมด 2 หมื่นกลางๆ ตัวเบา พร้อมปลอบใจตัวเองว่า “เอาน่าถ้าเราชอบและใส่มันทุกวัน มันคุ้ม!!!!” เหมือนว่าตรรกกะผมน่าจะเจ็บป่วยจากระยะกิโลเมตรต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอะนะ ถึงคิดแบบนั้นได้

       ได้นาฬิกามาใช้ซ้อมวิ่งได้ซักระยะ ตามสูตรเกิดอาการคันอยากลองวิ่งระยะฟูลดูสักครั้ง จัดเลยเข้าเพจวิ่งไหนดีดูรายการที่เร็วที่สุดที่สมัครได้ แต่เป็นที่รู้กันว่าในช่วง Running Bloom ปลายปี 2017 นั้นการมาสมัครช่วงใกล้ๆวันแข่งมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะมันเต็มตั้งแต่สัปดาห์แรก,สองสามวันแรก หรือ แม้กระทั่งวันแรก ที่เริ่มให้สมัครกันแล้ว!!  ด้วยความคันอันมุ่งมั่น ฟ้าดลบรรดาลให้มารู้จักเพจ วิ่งให้ทัน เลยสรุปได้ด้วยการไปขอซื้อบิบต่อจากชาวบ้านเขามา เพื่อลงฟูลงานแรกของตัวเอง (ในนามคนอื่น) ที่งาน BDMS 2017 !!

“มาราธอนแรกมีครั้งเดียว” สำหรับหลายๆคนมันอาจเป็นความประทับใจ แต่สำหรับผม มันเหมือนกับสิ่งที่ที่ต้องแอบทำ (เพราะกลัวไม่จบ) และเสียงจากคนรอบข้างว่า มึงพึ่งจะวิ่งมาไม่ถึงหกเดือน จะเอามาราธอนเลยเหรอมึง? อะไรประมาณนี้  ใจผมตอนนั้นไม่สนอะไรละ (เพราะซื้อบิบมาแล้ว) เอาไงก็เอาวะ ลองดูซักตั้ง….

      19 พ.ย. 2017 เวลา ตี 1 กว่าๆ ผมออกตัวไปแบบเพซที่เรียกว่าเดินเพราะนักวิ่งเยอะมากก และพยายามไม่เผลอ ใช้ความเร็วมากเกินกำลังตัวเองไปนัก เพราะเป้าหมายเดียวของผมคือ “จบให้ได้แค่ก่อนเวลาตัดตัวที่ 6 ชั่วโมง” กม.ที่ 0 ถึง 21 km. ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เหลือบดูนาฬิกา ผมทำเวลาได้ตามคาด ที่ประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที คิดในใจ ทำแบบนี้อีกซักรอบ มึงก็จบมาราธอนได้ทันอยู่แหละ

      พอมาช่วงครึ่งหลัง ตามสเตปดราม่ามาราธอน ตามคำกล่าวที่ว่า “การวิ่งมาราธอนที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นหลังจากที่ กม.32” แต่สำหรับผมดราม่า เริ่มตั้งแต่ กม 25 แล้วหล่ะ จำได้ว่าหลังจากจุดลงทางคู่ขนานลอยฟ้าต้องไปกลับตัวก่อนกลับมาขึ้นในเส้นทางเดิมนั้นมันเป็นหนังชีวิตมาก สะบักสะบอม เดินยับบ ตั้งแต่ กม ที่ 20 ปลายๆ ยัน กม. เกือบสุดท้ายของการวิ่ง

จำได้ว่าช่วง 2 กิโลสุดท้ายหลัง ลงจากสะพานพระราม8  ก่อนเข้าเส้นชัย เราจะได้เจอเหล่า finisher จากทุกระยะการวิ่ง เดินสวนมาหลังจากรับเหรียญแล้ว (เพราะงานใกล้จะเลิกและเกือบจะถึงเวลาตัดตัวแล้ว) ทุกคนปรบมือ ส่งเสียงเชียร์ ให้กำลังใจต่างๆ นานา เช่น “เก่งมากครับ ระยะมาราธอนด้วย” ,“อีกนิดเดียวครับเส้นชัยอยู่ข้างหน้า” ,  “You did great job guy” , ”ฝืนยิ้มหน่อยครับ เดียวผ่านกล้องไป แล้วค่อยเดิน..” ผมจำไม่ได้ทุกคน ทุกคำพูด แต่ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีราวกับว่าเฮ้ยพวกนี้คือใครวะ ทำไมเค้าทักทายกันเหมือนรู้จักกันมานาน

ประมาณ 500 เมตรสุดท้าย เห็นซุ้มป้ายไฟบอกเวลาดิจิตอลที่เราเพิ่งผ่านมา(เมื่อ5 ชั่วโมงที่แล้ว!!) ตอนออกสตารท์  คิดในใจมันถึงโมเม้นท์ของกูหล่ะรู้สึกเหมือนตัวร้อนหูร้อน หัวใจสูบฉีดพองโต ประหนึ่งอาการคนตื่นเต้นปนด้วยความดีใจอย่างที่สุด
(อาจเป็นผลจาก อะดรีนาลีน – **ฮอร์โมนอะดรีนาลิน เมื่อหลั่งออกมาแล้ว จะไปกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ทำให้ร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น คือเปลี่ยนไกลโคเจนในตับให้เป็นกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด ทำมีน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น การเผาผลาญอาหารเพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้กล้ามเนื้อมีแรงมหาศาลทำให้แรงดันของโลหิตเพิ่มขึ้นทำให้หลอดเลือดแดงขนาดเล็กที่บริเวณอวัยวะภายในต่าง ๆ ขยายตัว แต่เส้นเลือดขนาดเล็กที่ผิวหนัง และช่องท้องหดตัว และกลูโคสไปให้เซลล์ในร่างกายได้มากขึ้น และเข้าสู่ปอดได้รวดเร็วกระตุ้นให้หัวใจบีบตัว ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น มีการสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้น เพื่อให้ร่างกายตื่นตัวมากกว่าปกติ จะได้เตรียมต่อสู้ หรือหนีกระตุ้นให้หลอดลมขยายตัว เพื่อให้ปอดรับออกซิเจนได้เต็มที่ ทำให้อัตราการหายใจเพิ่มขึ้นรูม่านตาเบิกกว้าง ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว มีพละกำลังมากขึ้น เพราะเป็นการกระตุ้นให้กลไกของร่างกายทำงานในประสิทธิภาพขั้นสูงสุด ซึ่งจะช่วยเรามีพละกำลังรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และป้องกันตัวได้นั่นเอง**)

ควักมือถือออกมาถือถ่ายตัวเองตอนวิ่งเข้าเส้นชัยมาราธอนแรก ด้วยเวลา 5 ชม. 35 นาที เป็นมาราธอนแรกในชีวิตของผมซึ่งไม่สวยหรู แต่ทำให้ได้แค่รู้ว่า “กูจบนะ…”


    เล่ามาตั้งนานยังไม่ได้ไปถึง เขาประทับช้างเลย เอาไว้ต่อตอนหน้าก็แล้วกันนะ….. To be continued

**ที่มา: https://sites.google.com/site/thehormonesstory/chud-khwam-ru-thawpi-hxrmon/7-xadrinalin-hxrmon-hlang-pxngkan-xantray

ชีวิตหลังมาราธอนแรก……Life after 1st marathon

      หลังจากหายคัน ก็กลับมาโฟกัสเรื่องการฝึกซ้อมตามตารางพัฒนาการวิ่งทั่วไป ทั้งเวปไทย เวปนอก ซ้อมบ้างไม่ซ้อมบ้าง จนกระทั่งไอ้เพื่อนสนิท (คนเดิม) มาถามว่า สนใจไปลองวิ่งเทรลกะกูไหม ตอนนั้นไอเดียที่พอจะมีในหัวเกี่ยวกับการวิ่งเทรลคือ พวกบ้าพลัง บ้าอุปกรณ์ที่ต้อง แบกน้ำ/อาหาร ข้าวของ พะรุงพะรัง วิ่งขึ้นเขาในป่า กลางแดด ครั้งละหลายๆ ชั่วโมง ซึ่ง ณ ปัจจุบันสภาพผมคือ นักวิ่งกระดูกยุง ซึ่งแค่คิดที่จะวิ่งนอกถนนที่ไม่ได้ลาดยาง หรือ ลู่วิ่งยางในคอร์ท ก็จะมีอาการเสียวแปร๊บที่หัวเข่าขึ้นมาแล้ว เนื่องจากพยายามซ้อมวิ่งเร็ว เพื่อทำ Sub1 10.5Km ที่ตั้งเอาไว้ว่า ต้องทำให้ได้ ก่อนสิ้นปี 2017 นี้ (ทำได้ ณ วันที่ 19/12/2017 ด้วยเวลา 57:18 ตามบันทึกใน Garmin connect)  กลับมาที่เรื่องการวิ่งเทรล ผมทำท่าเหมือนไม่อยากไป เพื่อนผมรีบดักคอเหมือนคนรู้กันว่า “เฮ้ยงานนี้เทรลอนุบาล ระยะ 13 Km สมัครหน้างานได้ แล้วคืนก่อนแข่งมึงไปนอนที่บ้านแฟนกูที่เพชรบุรีเลย เช้าขับรถไป10 นาทีถึงงง” ถ้ามึงจะอำนวยความสะดวกขนาดนี้ กูไปด้วยก็ได้วะ งานวิ่งเทรลแรกของผม จึงเกิดขึ้นแบบบังเอิญตามข้างบน…. To be continued