กรุงเทพมาราธอน 2019 วิ่งแล้วจะเดินเล่นที่ไหนก็ได้

“กรุงเทพมาราธอน” (Bangkok Marathon) 

คือการจัดงานแข่งขันวิ่งมาราธอนประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เริ่มมานับตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้กำหนดวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันจัดงานในทุกรอบปี จึงกำหนดให้เรียกว่า “กรุงเทพมาราธอน” มีบริเวณจัดงาน (จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดการแข่งขัน) อยู่ที่บนถนนสนามไชย ด้านหน้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วหรือหน้ากระทรวงกลาโหม มีการปิดการจราจรในบริเวณดังกล่าวในวันจัดงาน กล่าวได้ว่าเป็นบริเวณจัดงานที่มีสถานที่แวดล้อมอลังการสง่างามที่สุด”

ข้อความด้านบนคัดลอกมาจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ “กรุงเทพมาราธอน”

เกาะรัตนโกสินทร์ ชื่อนี้ทุกคนรู้จักดี เป็นย่านที่มีความหลากหลาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวใจกลางกรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์รวมชาวไทยและชาวต่างชาติ การได้มาวิ่งย่านนี้ถือว่าได้โอกาสท่องเที่ยวไปในตัว จะมาวิ่งเล่นเองแบบซิตี้รันชมเมือง ชมวัด ทานข้าว หรือมาวิ่งกับงานวิ่งใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมาราธอนก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำให้เราได้วิ่งบนถนนที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้วิ่งได้บ่อยนัก แม้จะปล่อยตัวนักวิ่งในเวลาที่ปกติเป็นเวลานอน แม้จะมืดมิดในบางช่วงถนน แต่หากคิดในแง่ดีว่าเราจะได้เห็นบรรยากาศแสงสีและแสงไฟที่เปิดไว้ให้ชมสถานที่สำคัญๆ ถือว่านี่เป็นกำไรในการวิ่งได้เหมือนกัน

Pacer หรือ เพซเซอร์ ภาษาไทยอ่านว่าอย่างไรผู้เขียนเองก็ยังไม่แน่ใจต้องขออภัยหากเขียนผิดในตอนนี้ หากได้คำที่ถูกจะมาแก้ไขให้เรียบร้อยอีกครั้ง วันนี้จึงขอเขียนว่า “เพซเซอร์” ไปก่อน

ผมต้องไปทำหน้าที่เพซเซอร์ระยะ 10 กม. ในงานกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 32 เป็นปีที่ 3 ของผมกับหน้าที่เพซเซอร์ในงานนี้ เรานัดแนะกันก่อนถึงวันจริงประมาณ 1 สัปดาห์ 03:00 น. – 03:30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย. 2562 จะเป็นเวลานัดของพวกเรา เจอกันที่บูธเกเตอร์เรดที่ตั้งอยู่ภายในงานเพื่อรับเสื้อกั๊ก ธง Bib และนัดแนะกันอีกครั้งเรื่องการทำงาน หลักๆ จะเป็นเรื่องระยะทาง รูปแบบการวิ่ง เพซเฉลี่ย และเวลาที่ใช้วิ่ง จากนั้นทุกคนก็จัดการตัวเองให้พร้อมเพื่อไปทำหน้าที่ในวันที่ 17 พ.ย. 2562

ปีที่ 3 ของการเป็นเพซเซอร์ระยะ 10 กิโลเมตรงานกรุงเทพมาราธอน ปีแรกผมเดินทางด้วยรถแท็กซี่ออกจากบ้านตีสองกว่าๆ ขากลับนั่งรถเมล์ ปีที่สองขับรถไปเองออกจากบ้านเวลาใกล้เคียงปีแรก ไปหาที่จอดแถวนั้นวิ่งเสร็จกลับบ้านเลยถึงบ้านยังเช้าอยู่ ส่วนปีนี้มีไฮไลท์จากข้อความที่ผมเห็นในเว็บไซต์แห่งหนึ่งว่า 

“จีนยก สุสานจิ๋นซี มาจัดแสดงครั้งแรกในไทย ชมใกล้ๆ ไม่ต้องไปถึงซีอาน”

นี่เองที่เชิญชวนผมให้อยากไปเดินเล่นต่อหลังเสร็จจากการทำหน้าที่เพซเซอร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร สถานที่จัดแสดงเปิด 9 โมง นักวิ่งระยะ 10K ปล่อยตัว 04:30 น. วิ่งเสร็จ 05:30 น. เข้าเส้นชัยมาเดินเล่นถ่ายรูปกับเพื่อนๆ เสร็จไม่น่าเกิน 6 โมงครึ่ง เหลือเวลาอีกบานเบอะกว่าพิพิธภัณฑ์จะเปิด แถมตัวยังชุ่มเหงื่อต่อให้เดินจนตัวแห้งแต่เข้าไปสภาพนี้คนอื่นคงมองหน้าอยู่ดี สุดท้ายตั้งใจว่าไปหาที่พักแถวนั้นวิ่งเสร็จจะได้อาบน้ำกินข้าวก่อน ได้โอกาสแพลนทริปใหม่จัดแจงหาที่พักให้เวลาตัวเองไปเดินเล่นแถวพระนครแบบเต็มวันซะเลย

6 นาที (500 เมตร) ผ่าน ถนนจักรเพชร

เสาร์ที่ 16 พ.ย. ได้เวลาเดินทาง ผมออกจากที่ทำงานช่วงบ่ายนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงสถานีสนามไชย

สถานีสนามไชยเป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหนึ่งเดียวบนเกาะรัตนโกสินทร์อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง เขาว่าที่นี่เป็นถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่สวยที่สุดในประเทศไทย เดินชมความสวยงามอยู่สักพักผมใช้ทางออก 5 เดินขึ้นบันไดมาโผล่หน้าโรงเรียนราชินี อีกฝั่งเป็นย่านปากคลองตลาด งงกับเส้นทางเล็กน้อยเพราะไม่คุ้นกับแถวนี้ เปิดแผนที่เดินต่อไปตามทางประมาณ 500 เมตร ใช้เวลา 7 นาทีก็ถึงที่พัก ด้านหน้าที่พักเป็นท่าเรือยอดพิมาน มีจุดชมวิวอยู่บนชั้นสอง ด้านหลังคือบ้านหม้อถ้าจะไปเดินเล่นก็ใช้เวลาเดินจากตรงนี้เพียง 3 นาที พอมีรถไฟใต้ดินแล้วรู้สึกเลยว่าการเดินทางมาแถวนี้สะดวกขึ้นมาก

วัดระยะของที่พักแล้วอยู่ห่างจุดปล่อยตัว 1.4 กม. ตั้งใจว่าเช้าพรุ่งนี้จะวิ่งวอร์มเบาๆ ไปเรื่อยๆ ให้เครื่องพออุ่นๆ ระยะทางประมาณนี้ถือว่าดีไม่ไกล้ไม่ไกล ถนนหนทางมีผู้คนสัญจรคึกคักช่วงตีสามก็คงไม่เงียบเหงา

มาถึงแล้วถ่ายรูปจากที่พักหน่อยบรรยากาศประมาณนี้

18 นาที (1.4 กม.) ผ่าน ถนนบ้านหม้อ และ ถนน เฟื่องนคร

เข้าที่พักเก็บข้าวของเรียบร้อย คราวนี้จะออกไปหาของอร่อยๆ กินให้อิ่มท้องยามเย็นเดินเล่นแถวนี้บ้าง ผมเดินย้อนกลับไปเข้าถนนบ้านหม้อเดินเล่นนิดหน่อยแล้วเดินต่อผ่านถนนเฟื่องนครเจอร้านกาแฟร้านหนึ่งน่าสนใจชื่อ Old Town Cafe’ Bangkok เป็นร้านกาแฟสไตล์วินเทจ ตอนนี้ร้านปิดแล้วหมายตาไว้ก่อนพรุ่งนี้จะมาเยี่ยม เดินต่อไปเข้าถนนตะนาวก่อนถึงศาลเจ้าพ่อเสือ มองดูแถวนี้มีร้านอาหารน่าอร่อยเก่าแก่อยู่หลายร้าน เดินผ่านร้านบัวลอยเป็นห้องแถวเล็กๆ หน้าร้านมีโต๊ะนั่งอยู่สองชุด ชุดหนึ่งบนฟุตบาธอีกชุดอยู่บนขอบถนนเกือบจะนั่งแล้วเพราะกลิ่นหอมของบัวลอย แต่นึกได้ว่าต้องไปกินข้าวก่อนเดี๋ยวค่อยย้อนกลับมา

เดินเลยไปหน่อยมีร้านราดหน้ายอดผัก สูตร 40 ปี คนเต็มร้านมีทั้งยืนและนั่ง “มีว่างโต๊ะนึงด้านในนะคะ” เสียงเจ้าของร้านเชิญชวน ด้วยความที่แพ้ความเก่าอดไม่ได้ที่จะเข้าไปนั่งสั่งราดหน้าไปสองจาน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวีดีโอไม่ถึงนาทีราดหน้ามาเสิร์ฟแล้ว เร็วอะไรอย่างนั้น น้ำราดหน้าเข้มข้นได้ใจ ด้วยความที่กินไม่ปรุงอยู่แล้วจึงรับรู้รสชาติได้เต็มที่ ใครมาแถวนี้ลองมาชิมดูได้ แต่เมนูขึ้นชื่อที่ไม่ได้สั่งอย่าง “หมี่กรอบผัดซีอิ๊วทะเล” ก็น่ากินทีเดียวเห็นโต๊ะข้างๆสั่งละ เสียดายอิ่มซะก่อน

เสร็จสรรพรีบเดินกลับมาร้านบัวลอย “ไข่เค็มหรือไข่หวานดีคะ” ผมว่าดีทั้งคู่นะ แต่อยากกินบัวลอยไข่หวานมากกว่าไม่ได้กินมานานแล้ว “ไข่หวาน 2 ที่ครับ” บัวลอยอุ่นๆ อร่อยๆ หายอยาก

ซ้ายราดหน้า 40 ปี ขวาบัวลอยซิ่ง

อิ่มท้องได้ที่แล้วเดินย้อนตัดเข้าถนนแพร่งนราเข้าสู่ถนนอัษฎางค์เดินเล่นริมคลองไปเรื่อย เจอจุดน่าสนใจอย่าง The Asadang โรงแรมเล็กๆ น่ารักแต่จะหาห้องว่างที่นี่ยากหน่อยเพราะชาวต่างชาติชอบกันมาก มองผ่านหน้าต่างโรงแรมเข้าไปเป็นคาเฟ่เล็กๆ บรรยากาศเก่าๆ ดูอบอุ่น ด้านข้างโรงแรมติดกับคลองหลอดบนป้ายเขียนว่า “หลอดวัดราชบพิธ” จะว่าไปบรรยากาศตรงนี้คล้ายกับที่ มะละกา มาเลเซีย อยู่เหมือนกัน

หลอดวัดราชบพิธ

เดินเตร็ดเตร่ชมบรรยากาศข้างทางจนมาถึง ยอดพิมาน ริเวิอร์วอร์ค หน้าที่พักพอดี เวลายังเหลือให้ขึ้นไปนั่งดูวิวบนชั้นสอง อยู่ๆ ก็หิวขึ้นมาซะอย่างนั้นบนนี้มี KFC ด้วยสั่งไก่มา 2 ชิ้นนั่งดูเรือแล่นไปมาบนแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน เพลินได้อีก

ก่อนเข้าห้องนอนพักผ่อนตอนนี้สามทุ่มพอดี ชายหนุ่มท่าทางทะมัดทะแมงยืนเหยียดขาอยู่หน้าระเบียงส่งยิ้มและทักทายมาเป็นภาษาอังกฤษ เราทักทายกลับและถามเขาว่าวันนี้มาวิ่งมาราธอนเหรอ ชายหนุ่มตอบว่าใช่ อีกไม่ก็นานจะถึงเวลาปล่อยตัวแล้ว เขาถามกลับว่าเราเป็นนักวิ่งใช่หรือเปล่า เราตอบว่าใช่แต่วันนี้มาทำหน้าที่เพซเซอร์ระยะ 10 กม. “คิดอยู่แล้ว” ชายหนุ่มรีบพูด เขาบอกว่ารูปร่างเราสองคนดูเหมือนนักวิ่ง เขามาจากฮ่องกง วันนี้แฟนก็วิ่งด้วยแต่ผมไม่ได้ถามต่อว่าแฟนวิ่งระยะมาราธอนเหมือนกันไหม

02:30 น. เสียงนาฬิกาปลุกดัง อยากจะกดปิดแล้วนอนต่อแต่ก็ทำไม่ได้ ขืนหลับไปตอนนี้คงตื่นอีกทีสว่างนู่นเลย ผมงัวเงียมากเพราะเพิ่งหลับไปตะกี้ ห้องพักอยู่ติดกับล็อบบี้ถึงจะอยู่คนละชั้นแต่ห้องผมอยู่ด้านหน้าตรงบันไดพอดี เมื่อคืนมีชาวต่าชาติมาเลี้ยงฉลองวันเกิดที่ล็อบบี้กันนั่นล่ะครับ ตั้งแต่สามทุ่ม เพิ่งจะเลิกลาไปไม่กี่นาทีนี่เอง เสียงเฮฮาปาร์ตี้เคล้าเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งทำเอาผมหลอน นอนหลับนับเวลาได้เป็นนาที ลุกขึ้นมามาตาคล้ำไปเลย

บ่นนานไม่ได้ต้องฝืนลุกไปอาบน้ำ ที่นี่เป็นโฮสเทลห้องน้ำในห้องพักไม่มี มีแต่ห้องน้ำรวมแต่สะอาดและใหม่ ใหม่กว่าล็อบบี้อีก ระหว่างทางเดินไปห้องน้ำด้านข้างเป็นหน้าต่างบานใหญ่เปิดไว้ตลอดทางมองลงไปด้านล่างเป็นตลาดยอดพิมาน มีคนเดินไปมามี ผัก ผลไม้ แพ็คใหญ่ๆ เห็นแล้วน่าซื้อกลับบ้าน

13 นาที (1.0 กม.) ผ่าน ถนน สนามไชย

ใกล้จะตีสามแล้ว ออกจากที่พักผมวิ่งวอร์มเบาๆ จากแถวปากคลองตลาดเข้าถนนสนามไชย ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดหมาย ตรงข้ามป้อมอนันตคีรีฝั่งสวนสราญรมย์มีบูธเกเอตร์เรดสีส้มเด่น พี่ๆ หลายคนมาถึงก่อนแล้ว ผมเข้าไปทักทายรับบเสื้อกั๊ก ธง และ Bib เราคุยกันเรื่องเวลาที่จะใช้ในวันนี้กันอีกครั้งจากนั้นแยกย้ายกันไปอบอุ่นร่างกายเตรียมพร้อมกับการทำหน้าที่ เพซเซอร์ 60 นาที ระยะทำการ 10.550 กม. 

ไปกันครับ

จบระยะ 10.63 กม. ด้วยเวลา 59:58 นาที พวกเรา Gatorade Pacer 60 และ 70 นาที ทำหน้าที่เสร็จเรียบร้อย เส้นทาง 10.550 กม. ปีนี้เปลี่ยนไปจากปีก่อน เราไม่ได้วิ่งขึ้นทางยกระดับแต่เปลี่ยนมาวิ่งบนถนนด้านล่างแทนเนื่องจากงานต้องการลดความแออัดบนสะพานลง วันนี้ภารกิจจบลงด้วยดีเช่นเคย มีลูกค้าตามมาบ้าง หลุดไปบ้าง นำไปบ้าง เชียร์ทุกท่านเลยนะครับ ไม่ว่าเป้าหมายครั้งนี้จะลุล่วงหรือไม่ มันก็ผ่านไปแล้ว ดูแลร่างกายพักฟื้นเตรียมตัวใหม่แล้วมาสร้างเป้าหมายครั้งต่อไปกัน

เส้นทางวิ่งของระยะ 10.550 km

ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ นักวิ่งในงานเสร็จผมเดินกลับที่พักพร้อมข้าวกล่อง อาบน้ำเสร็จก็มานั่งทานข้าวตรงระเบียงมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยามองพี่ๆ ด้านล่างทำงานไปเพลินๆ จุดหมายต่อไปคือ Old Town Cafe’ Bangkok ร้านกาแฟวินเทจลึกลับที่เดินผ่านเมื่อวาน

10 นาที (800 เมตร) ผ่าน ถนนบ้านหม้อ

800 เมตรไม่ไกลแต่กระเป๋าที่สะพายเนี่ยมันหนักเอาเรื่อง สงสัยครั้งหน้าต้องเอาของออกบ้าง

ถึงร้านแล้วหน้าร้านมีป้าย OPEN และป้ายเล็กๆ อีกอันหนึ่งข้อความบนป้ายชวนให้อ่านเขียนว่า

  • NO PHOTO
  • NO WIFI AND CHARGING
  • NO WORKING SPACE
  • NO FOOD & DRINK FROM OUTSIDE

_ THANK YOU _

เปิดประตูเข้าไปเจอเจ้าของร้านสองคนกำลังวุ่นอยู่กับการทำออเดอร์ให้ลูกค้า มีนักท่องเที่ยวต่างชาตินั่งอยู่ 4-5 คน มีคนไทยอีก 5-6 คน เท่านี้ก็เกือบเต็มร้าน

รูปจาก FB ของร้าน Old Town Cafe’ Bangkok
รูปจาก FB ของร้าน Old Town Cafe’ Bangkok

Old Town Cafe’ Bangkok เป็นคาเฟ่อารมณ์ย้อนยุคบรรยากาศเก่าๆ คลาสสิคใช้โครงเดิมจากร้านจิวเวลรี่ มีเคาน์เตอร์เก่าตกแต่งด้วยของสะสมและของเก่าอย่างนาฬิกา บรรยากาศเหมือนย้อนเวลากลับไปอตีต ข้อดีของการไม่ให้ถ่ายรูป ไม่มี wifi ไม่ต้องมานั่งทำงานในนี้ คือทำให้รับรู้บรรยากาศที่เจ้าของร้านตั้งใจมอบให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ถ้ามาเช้าได้แดดอ่อนๆ บรรยากาศในร้านจะยิ่งเก่าและเหงาไปอีก จะว่าเหงาก็ไม่เชิง แต่ถ้ามาคนเดียวก็ไม่แน่

ผมสั่งแซนด์วิชบาแกตต์ เจ้าของร้านหันมาถามว่าแป้งของบาแกตต์จะเอาเป็นอะไรดี มีแป้งโฮลวีทกับแป้งไรน์ ส่วนไส้มีให้เลือก 3 แบบ คือไก่บาร์บีคิว หมูย่าง และเห็ดเออรินจิผัดซอสเทริยากิ 

ผมเลือกแซนด์วิชบาแกตต์แป้งโฮลวีทไส้หมูย่าง 
กาแฟสั่งเป็น Old Town Ice Coffee เป็น Double esspresso with milk

รูปจาก FB ของทางร้าน ขอยืมมาใช้เพราะเค้าบอกไว้ว่าไม่ให้ถ่ายรูป

 

แซนด์วิชบาแกตต์ กรอบนอกนุ่มใน หมูนุ่มกำลังดีลงตัวที่สุด กาแฟก็เช่นกัน กลับบ้านไปคงหากาแฟกลิ่นและรสชาติแบบนี้ไม่ได้แน่ ต้องมาที่นี่เท่านั้น ร้านอยู่หัวมุมบนถนนเฟื่องนครฝั่งที่ตัดกับถนนเจริญกรุง มองจากข้างนอกอาจนึกว่าปิด ต้องดูป้ายดีๆ ร้านเปิดเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์นะ พี่เจ้าของร้านฝากมาบอก

เป้าหมายต่อไป พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

21 นาที (1.7 กม.)ผ่าน ถนน อัษฎางค์

ระยะทางจาก Old Town Cafe’ Bangkok ไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครวัดได้ 1.7 กม. ตั้งใจที่สุดว่าจะไปชมนิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา ซึ่งจัดแสงอยู่ที่นั่น จากที่ติดตามมานานกับเรื่องราวของ จิ๋นซี ฮ่องเต้และกองทัพทหารดินเผา เมื่อโอกาสเข้ามาใกล้ขนาดนี้แล้วแม้เป็นเพียงนิทรรศการขนาดย่อมซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับของจริงในสถานที่จริง แต่การจะได้เห็นหุ่นทหารดินเผาของจริงที่ถูกยกมาให้ชมแบบใกล้ชิดขนาดนี้ก็ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง

ราคาบัตรเข้าชมคนละ 30 บาท ใครมีกระเป๋าใบใหญ่ฝากไว้ด้านนอกตรงจุดซื้อตั๋วได้เลย ด้านในถ่ายรูปได้แต่ต้องใช้มือถือเท่านั้น ใครเอากล้องใหญ่มาต้องฝากไว้ก่อนเข้าชมนิทรรศการ

ข้อมูลของนิทรรศการบอกว่า ได้รวบรวมโบราณวัตถุสำคัญ จำนวน 86 รายการ (133 ชิ้น) ซึ่งมีอายุกว่า 2,200 ปี จากพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ 14 แห่ง ในสาธารณรัฐประชาชนจีน มาจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และยังแบ่งเนื้อหานิทรรศการเป็น 4 หัวข้อหลักใหญ่ ๆ ที่น่าสนใจคือ

  1. พัฒนาการก่อนการรวมชาติยุคราชวงศ์โจวตะวันออก
  2. จิ๋นซีฮ่องเต้จักรพรรดิองค์แรกของจีน ผู้ผนวกโลกมนุษย์และสวรรค์
  3. สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ มหาอาณาจักรใต้พิภพ
  4. สืบสานความรุ่งโรจน์ยุคราชวงศ์ฮั่น

นิทรรศการจัดได้เป็นสัดส่วนมีข้อมูลให้อ่านอย่างพอเหมาะพอดี หุ่นทหารดินเผาที่อยู่ตรงหน้ามีแค่กระจกกั้นถือว่าใกล้ชิดมากที่สุดที่จะทำได้แล้ว

จัดแสดงถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ – อาทิตย์ จนถึงวันที่ เวลา 09.00-16.00 น. (จําหน่ายบัตรถึงเวลา 15.30 น.) ปิดทําการวันจันทร – อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์

9 นาที (700 เมตร) ผ่าน ซอย หน้าพระธาตุ และ ซอย พระจันทร์

ใช้เวลาไปร่วมชั่วโมงตอนนี้ท้องเริ่มร้องแล้วเดินออกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จุดหมายต่อไปห่างจากที่นี่ 700 เมตร โรตี-มะตะบะ ท่าพระจันทร์

อิ่มท้องแล้วได้เวลากลับ จากโรตี-มะตะบะ ท่าพระจันทร์ เดินผ่านถนนมหาราชไป 1.6 กม. ก็จะถึงจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ มิวเซียมสยาม Museum Siam ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปดูอะไรแต่จะไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินที่นั่น ที่ทางลงตรงกับทางเข้ามิวเซียมสยามพอดี

วิ่ง 10.63 กม.
เดิน 2 วัน 9.9 กม.

บายครับ
  • ขอบคุณรูปภาพเพซเซอร์สวยๆ จากจอห์นด้วยครับ