งานวิ่งมาราธอนครั้งแรกของประเทศไทย

หากเอ่ยถึงงานวิ่งในเมืองไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดและเป็นงานต้องห้ามพลาด เราคงรู้กันดีว่า จอมบึงมาราธอนคือคำตอบ แต่รู้หรือไม่ว่าการจัดการแข่งขันประเภทเต็มมาราธอน หรือ 42.195 กิโลเมตร ครั้งแรกของประเทศไทยไม่ได้จัดที่จอมบึง หากแต่มาจัดในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2530

งานวิ่งถนนยอดนิยมถูกแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 10, 21, และ 42.195 กิโลเมตร จอมบึงมาราธอนเริ่มจัดการแข่งขัน 10 กิโลเมตร เมื่อปี 2528 ต่อมาเพิ่มแข่งขันประเภท 21 กิโลเมตรเข้าไปในปี 2532 และน้องใหม่ประเภทระยะทาง 42.195 กิโลเมตร เพิ่งถูกบรรจุเข้าโปรแกรมการแข่งขันของจอมบึงมาราธอนปีใน 2542 ตามลำดับ

จอมบึงมาราธอนครองแชมป์ความสำเร็จของการจัดงานอันยาวนานต่อเนื่องถึง 33 ปี

มนต์ขลังของจอมบึงถูกเล่าขานต่อกันมาจากนักวิ่งหลายต่อหลายรุ่น เรามักได้ยินคำพูดที่ว่า “ถ้าจะวิ่งมาราธอนสักครั้งในชีวิต ต้องไปวิ่งที่จอมบึงมาราธอน” แต่การเริ่มต้นของตำนาน ไม่ได้จัดให้มีการวิ่งมาราธอนระยะ 42.195 กม. ตั้งแต่ครั้งแรก มีเพียงการจัดแข่งขันวิ่งมินิมาราธอนระยะ 10 กม. ประเภทเดียวเท่านั้น

ย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2528

ในปีนั้นจอมบึงจัดงานวิ่ง มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร เป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรก มีผู้เข้าร่วมไม่ถึง 100 คน เก็บค่าสมัครวิ่งคนละ 20 บาท จุดปล่อยตัวอยู่ที่ถ้ำเขาบินเส้นชัยอยู่ที่ถ้ำจอมพล สมัยนั้นเบอร์วิ่งทำจากผ้าฝ้ายดิบที่ทีมงานเขียนเองด้วยมือ

ภายหลังมีการเพิ่มระยะทางวิ่งให้ไกลขึ้น โดยเพิ่มระยะ 21.1 กม. เข้าไปในโปรแกรมการแข่งขันในปี พ.ศ. 2532 จากนั้นเปลี่ยนชื่องานเป็น ”จอมบึงครึ่งมาราธอน” ต่อมาในปี พ.ศ.2542 ได้บรรจุระยะทาง 42.195 กม. เพิ่มเข้าไปในโปรแกรมการแข่งขันด้วย ทำให้ชื่องานเปลี่ยนเป็น “จอมบึงมาราธอน” และมีการแข่งขันทั้ง 3 ระยะ อย่างที่เราคุ้นเคย

หลังงานวิ่ง 10 กิโลเมตรครั้งแรกที่จอมบึงมาราธอนเพียง 2 ปี ตำนานงานวิ่งครั้งยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ถูกบันทึกเอาไว้ว่าเป็นงานวิ่งที่มีนักวิ่งจำนวนมากที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นการจัดงานวิ่งระยะเต็มมาราธอน 42.195 กม. ครั้งแรกสุดของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

งานวิ่งระยะเต็มมาราธอน 42.195 กม. ครั้งแรกนี้เกิดขึ้นปี พ.ศ. 2530 ในงานวิ่งลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ” Royal Marathon-Bangkok (ก่อนจอมบึงมาราธอนจะบรรจุระยะนี้เข้าสู่การแข่งขันในอีก 12 ปีให้หลัง)

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2530

มีการจัดงานเปิดสะพานพระราม 9 และมีการจัดแข่งขัน “วิ่งลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ” (Royal Marathon-Bangkok) เป็นการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในระดับนานาชาติ มีชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมการแข่งขันแน่นขนัด

รูปภาพจาก thairunning.com

ไฮไลท์สำคัญของงานคือการแข่งขันระยะมินิมาราธอน(10 โลเมตร) ที่ครั้งนี้ไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว แต่มีจำนวนผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 80,000 คน ทำให้ภาพบรรยากาศบนสะพานเต็มไปด้วยนักวิ่งและผู้ที่มาร่วมงาน นับเป็นงานวิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่คนรุ่นหลังคงได้เห็นแต่ในภาพถ่าย

แม้ว่าผู้ที่มาร่วมงานหลายคนในวันนั้นจะไม่ได้มาเพื่อการแข่งขัน แต่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของความประทับใจที่ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

ผู้เขียนขออนุญาตยกข้อความตอนหนึ่งจาก สำนักวิทยบริการฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่บรรยายถึงบรรยากาศของงานในวันนั้นไว้อย่างน่าสนใจครบถ้วน อ่านแล้วก็ได้แต่นึกภาพตามและอมยิ้มไปพร้อมกัน

… “ในปี 2530 ที่ผ่านมาถ้านับถึงมหกรรมกีฬาในประเทศไทยแล้วคงจะไม่มีมหกรรมกีฬาใดจะยิ่งใหญ่และเป็นที่กล่าวขวัญถึงของประชาชนชาวไทย ชาวต่างประเทศมากเท่ามหกรรมงานสีลมมาร์ดิกราส์ ฟ้าเฉลิมพระเกียรติที่สะพานขึงเคเบิล ที่มีช่วงกลางที่ยาวที่สุดในโลก ที่ได้รับพระราชทานชื่อว่า สะพานพระราม 9

รูปภาพจาก ebooks.dusit.ac.th

งานวิ่งลอยฟ้า เฉลิมพระเกียรติจัดขึ้น โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและศิริราชพยาบาลร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหาทุนร่วมสร้างตึกสยามมินทร์โรงพยาบาลศิริราช และเพื่อเป็นการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรเนื่องในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยกำหนดให้จัดมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2530

การแข่งขันวิ่งลอยฟ้า เฉลิมพระเกียรติ จัดแยกการแข่งขัน ออกเป็นประเภทต่าง ๆ คือ

  1. การแข่งขันวิ่งมาราธอน ซึ่งแยกเป็น
    กลุ่มไม่จำกัดอายุทั่วไป
    กลุ่มอายุเกิน 40 ปี
  2. การแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ซึ่งแยกเป็น
    กลุ่มไม่จำกัดอายุทั่วไป
    กลุ่มอายุเกิน 40 ปี
  3. แข่งขันวิ่งมินิมาราธอน
    กลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี
    กลุ่มอายุ 20-40 ปี
    กลุ่มอายุเกิน 40 ปี

การแข่งขันทุกประเภทได้รับความสนใจมีผู้สมัครเข้าร่วมวิ่งอย่างมากมายมีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาร่วมวิ่งโดยเฉพาะ

อาทิเช่น ชาวต่างประเทศที่อายุถึง 88 ปี คือ นายโนแอล จอห์นสัน ได้สมัครเข้าร่วมวิ่งการแข่งขันมาราธอนระยะทาง 42 ก.ม. และนางรูธ รอธฟอร์ม วัย 86 ปี ก็สามารถวิ่งเข้าถึงเส้นชัยได้ นอกจากนี้ยังมีผู้พิการเข้าร่วมการวิ่งมาราธอนครั้งสำคัญนี้ด้วยเช่น นักวิ่งตาบอกชาวอีสานคือ นายใสแจ้ง สืบกลิ่น นายวิชัย พลศรี และนายอาคม จันทร์สำลี ทั้ง 3 คนยังสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้ภายในเวลาที่กำหนดด้วย

รูปภาพจาก ebooks.dusit.ac.th และ thairunning.com

งานวิ่งลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ เริ่มต้นกันตั้งแต่เช้า 5.30 น. ท่ามกลางประชาชนนับแสนที่แออัดยัดเยียดกันมาร่วมงานครั้งนี้ กองอำนวยการจัดงานแข่งขันได้เรียกตัวนักกีฬาวิ่งประเภทมาราธอน และฮาล์ฟมาราธอน เข้ารายงานตัวที่ที่เชิงสะพานพระราม 9 จนกระทั่งเวลา 6.00 น.เจ้าหน้าที่จึงได้จุดพลุสัญญาณปล่อยนักวิ่งไปตามเส้นทางที่กำหนด

หลังจากการปล่อยนักกีฬาชุดแรกไปแล้วในเวลา 8.00 น. ก็มีการปล่อยนักวิ่งประเภทมินิมาราธอนต่อไป”

.. อ่านแล้วเห็นบรรยากาศเหมือนในภาพไหมครับ

จำนวนนักวิ่งในวันงานของการแข่งขันทั้ง 3 ประเภท

  • ประเภท Full Marathon (42.195 ก.ม.) นักวิ่ง 1,326 คน
  • ประเภท Half Marathon (21.1 ก.ม.) นักวิ่ง 5,129 คน
  • ประเภท Mini Marathon (10 กม.) นักวิ่ง 80,000 คน

ในจำนวนนี้มีนักวิ่งต่างชาติ จำนวน 273 คน จาก  22 ประเทศ

จุดปล่อยตัวอยู่บริเวณเชิงสะพานพระราม 9 ฝั่งพระนคร

รูปภาพจาก ebooks.dusit.ac.th
เหรียญและเสื้อที่ระลึก – รูปภาพจาก thairunning.com

จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว

รูปแบบของการพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศสำหรับนักวิ่งของเมืองไทยนั้นอาจจะไม่คึกคักมากนัก แต่สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ในวันนี้เรื่องการวิ่งดูจะคึกคักเป็นพิเศษ

มีปรากฎการณ์และเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการวิ่งเกิดขึ้นมากมาย และเป็นไปในทางที่ดีขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไล่เรียงมาตั้งแต่กระแสภาพยนตร์เรื่อง รัก 7 ปี ดี 7 หน ตอน 42.195 เมื่อปี 2015 ที่ทำให้นักวิ่งทั้งหลายจดจำประโยคหนึ่งได้ขึ้นใจ

“ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยมาวิ่งมาราธอน”

รูปจาก GTH

อีกทั้งยังมีโครงการต่าง ๆ ที่สร้างนักวิ่งเข้ามาประดับวงการ ทำให้เกิดปรากฎการณ์นักวิ่งหน้าใหม่ ทำให้หลายคนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองจากการวิ่งและผันตัวมาเป็นนักกีฬาสมัครเล่นมากมายเช่นกัน

สิ่งที่จะช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น คือข้อมูลล่าสุดในปี 2560 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส. ที่ระบุผลการสำรวจว่ามีจำนวนนักวิ่งในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันมีนักวิ่งกว่า 12 ล้านคน มีการจัดงานวิ่งปีละกว่า 700 งานเฉลี่ยมีการจัดงานวิ่งสัปดาห์ละ 13 งาน มีนักวิ่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้นปีละกว่า 1.7 แสนคน

รูปภาพจาก สสส.

ทั้งนี้เราได้เห็นความพยายามเพิ่มมาตรฐานในการจัดงานเพื่อรองรับนักวิ่งของผู้จัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ทำให้มาตรฐานงานวิ่งในเมืองไทยถูกกำหนดให้สูงขึ้น ทั้งการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ การแข่งเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อการกุศล

ไม่ว่าปรากฎการรันนิ่งบูมหรือกระแสความนิยมในการวิ่งจะคงอยู่ต่อไปนานเพียงใด และจะอยู่อย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น ก็คงพูดได้ว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนของสังคมครั้งหนึ่งได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกระแสหรือแฟชั่นก็ไม่ได้ทำให้กระแสการวิ่งสูญเปล่า เพราะตอนนี้คนไทยใส่ใจรักสุขภาพและหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น โดยเฉพาะกีฬาวิ่งที่ไม่ได้จำกัดเพศหรือวัย แค่มีรองเท้าคู่เดียวและพาตัวเองออกไปข้างนอกให้ได้ก็เพียงพอกับการเริ่มต้นแล้ว

ขอให้การวิ่งเป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจในด้านอื่น ๆ กับทุกคนต่อไป วิ่งใอย่างยั่งยืนและมีความสุขครับ


อ้างอิง