ประจำเดือน วัยว้าวุ่น เรื่องน่าปวดหัวของนักวิ่งสาว

  • 164
  •  
  •  
  •  
  •  
    164
    Shares

HIGHLIGHTS : ประจำเดือนที่ปกติ ควรมีลักษณะ

มาทุกๆ 21-35 วัน เป็นรอบที่สม่ำเสมอ

ปริมาณเลือดที่ออกทั้งรอบ ไม่เกิน 80 มล( น้อยกว่า แลคตาซอย 5 บาท )

มานานประมาณ 5วัน ไม่ควรเกิน 7 วัน

ประจำเดือนที่ผิดไปจากนี้ ในแง่ปริมาณที่มาก รุนแรง ระยะเวลาที่เลือดออกนาน หรือความถี่ในการมา ถี่ไป ห่างไป มักเรียกว่า ภาวะเลือดออกผิดปกติ

(AUB abnormal uterine bleeding) ไม่ใช่ประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือน (Dysmenorhea หรือ menstrual cramp )
แบ่งเป็น

  1. ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ primary dysmenorrhea

  2. ปวดประจำเดือนทุติภูมิ secondary dysmenorrhea

แบบที่ 1 ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ primary dysmenoreha
เป็นภาวะปกติ ผู้หญิงทั่วโลกกว่า 50-90%จะปวดประจำเดือน และมักจะเป็นมากๆ ตอนอายุน้อย อาการจะน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น คนที่มีลูกเยอะ หรือมีลูกเร็วตั้งแต่สาวๆ อาจจะปวดน้อยกว่า และมีแนวโน้มปวดเหมือนกันกับคนในครอบครัว

สาเหตุ เกิดจากการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน Prostaglandins ในช่วงเริ่มต้นรอบเดือนจากเยื่อบุโพรงมดลูก ที่หลุดลอก (ประจำเดือนคือ เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาพร้อมกับเลือด จากเส้นเลือดที่ฉีกขาด เมื่อไม่มีการตั้งครรภ์) ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวแบบไม่เป็นจังหวะ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่แน่ไม่นอน ปกติทุกๆ4-5ครั้งใน 10นาที ทำให้ความดันในโพรงมดลูกสูงขึ้นมหาศาลมากกว่าความดันของหลอดเลือดแดง กล้ามเนื้อมดลุกเกิดภาวะขาดเลือดมาเลี้ยง และมีการสะสมของสารเคมีหลายๆอย่างไปกระตุ้นระบบประสาท จนเกิดอาการเจ็บปวดขึ้นมา

คนที่รับประทานยา nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) จะรู้สึกมีอาการดีขึ้น เพราะระดับ prostaglandin ในเลือดประจำเดือนลดลง ลักษณะอาการปวด หน่วงๆท้องน้อยกลางๆตรงตำแหน่งมดลูก หรือเหนือหัวหน่าว เริ่มปวดเมื่อเริ่มมีเลือดออก และจะหายไปไม่เกิน1-3วัน อาจจะมีอาการเป็นพักๆ แค่เล็กน้อย หรือมากถึงขั้นทำอะไรไม่ได้

แบบที่ 2 ปวดประจำเดือนทุติภูมิ secondary dysmenorrhea
อาการปวดจะมาก มีความรุนแรงมากขึ้นๆ ไม่สัมพันธ์กับรอบเดือน บางทีปวดล่วงหน้าก่อนประจำเดือนมา ได้เป็นสัปดาห์ หรือเลือดหยุดแล้ว ยังปวดอยู่ มักจะไม่ค่อยหายถ้าทานยา NSAIDs หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิด เพราะอาการปวดประจำเดือนทุติยภูมินี้ มีสาเหตุจากที่มดลูกหรือรังไข่ มีโรคซ่อนอยู่ หรือมีพยาธิสภาพ

การดูแลรักษา อาการปวดประจำเดือนปฐมภูมิ primary dysmenoreha

แบบใช้ยา

  1. ยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกว่า NSAIDs (Non-steroidal anti-inflammatory drugs ) มีประสิทธิภาพในการระงับปวดจากการปวดแบบปฐมภูมิได้ดี ควรเริ่มทานตั้งแต่เริ่มรุ้ตัวว่าปวด ถ้าทานเร็วอาจจะใช้ยาแค่เม็ดเดียวก็หาย แต่ถ้ายังมีอยู่ ใช่ยาสัก 2-3 วัน ข้อดีอีกอย่างคือ ช่วยลดปริมาณเลือดที่ออกได้ด้วย เพราะทำให้หลอดเลือดหดรัดตัว เส้นเลือดที่ฉีกขาดอยู่จะได้หยุดเร็วขึ้น


    ข้อพึงระวัง

    อาจระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ควรรับประทานยาโรคกระเพาะอาหารควบคู่ด้วย และยา NSAIDs ควรทานทันทีพร้อมอาหาร
    ยาไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน2สัปดาห์ มีผลต่อคนที่เป็นโรคไต โรคหัวใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
    ควรหยุดยาทันทีที่อาการปวดทุเลา ตัวอย่าง เช่น Ibruprofen , Mefenamic acid (Ponstan), Naproxen , Etoricoxib (Arcoxia) ,Celecoxib (Celebrex) เป็นต้น

    หมายเหตุ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เพื่อซักประวัติ ข้อห้ามในการใช้ยา Paracetamol มักไม่ช่วยเรื่องปวดประจำเดือน

  2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม Birth control pills (ไม่รวมยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน) หรือยาคุมกำเนิดรูปแบบ อื่นๆ เช่น patch วงแหวนคุมกำเนิด(Nuvaring) ยาฉีดคุมกำเนิด DMPA ห่วงอนามัยคุมกำเนิดแบบที่มีฮอร์โมน (Mirena) ยาฝังคุมกำเนิด (Implanon) ยาเหล่านี้ ช่วยให้อาการปวดประจำเดือนปฐมภูมิ ดีขึ้น เพราะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบาง เมื่อมีการหลั่งพรอสตาแกลนดิน ก็จะไม่มาก และการบีบตัวของ กลามเนื้อมดลูกจะไม่รุนแรงเท่าไหร่

    ข้อดีอื่นๆ

    คุมกำเนิดไปในตัว
    ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นรอบสม่ำเสมอ ไม่มีเลือดออกรุนแรง คาดคะเนวันที่จะมีประจำเดือนได้
    ป้องกันการเกิดถุงน้ำรังไข่บางชนิด เช่น corpus luteal cyst

    ข้อเสีย
    อาจจะมีภาวะไมเกรน คลื่นไส้อาเจียน ได้ในบางคน ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
    อาจจะมีประจำเดือนไม่เป็นรอบปกติ แต่มากะปริดกะปรอย ไม่แน่ไม่นอน

    สำหรับคนที่ใช้วิธี ฉีดยาฉีดคุมกำเนิด หรือยาฝัง หรือห่วงอนามัยคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน เพราะ 3ชนิดนี้มีแต่ progesterone hormone ซึ่งทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกได้ตลอดเวลา (ซึ่งจะเห็นว่ามีเลือดออกมาทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย ) จนกว่าจะลอกหมด แต่เมื่อใช้ไปนานๆ จะเห็นเลือดออกกะปริดกะปรอยจะน้อยลงๆ ทั้ง 3 ชนิดนี้จึงไม่ค่อยนิยมใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนปฐมภูมิ ยกเว้นอาการหนักจริงๆ ใช้ยาเม็คุมกำเนิด และ NSAIDs แล้วเอาไม่อยู่

    มีความอยากอาหาร ซึ่งบางคนอาจจะชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบ

แบบไม่ใช้ยา (ควรใช้ควบคู่ไปกับการใช้ยา หากบำบัดแล้วไม่ได้ผล)

  1. ประคบร้อน ที่บริเวณท้องน้อย ทำได้เท่าที่ต้องการ หากทาน NSAIDs คู่จะยิ่งได้ผลบรรเทาปวดเร็วขึ้น แต่ระวังภาวะ ผิวหนังไหม้จากความร้อนที่มากไป
  2. อาหาร วิตามิน สมุนไพร จากข้อมูลทางการแพทย์ที่ศึกษาพบว่าเหล่านี้ มีผลต่อการระงับปวดน้อย จึงไม่แนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาสตรี ว่านชักมดลูก
  3. การออกกำลังกาย งานวิจัย ยืนยันว่าการออกกำลังกายมีผลในการลดอาการปวดประจำเดือน รวมถึงภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ
  4. การรักษาแนวแพทย์ทางเลือก (Complementary or alternative medicine) มีการวิจัยหลายชิ้น พบว่า โยคะ และการฝังเข็ม ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้
  5. การกระตุ้นเส้นประสาททางผิวหนัง Transcutaneous electrical nerve stimulation (TENS) โดยใช้แผ่นขั้วไฟฟ้าแปะ ที่ผิวหนังบริเวณที่ใกล้ๆจุดปวด เชื่อว่ากระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะระงับอาการปวดได้

สำหรับ นักวิ่งสาวๆ ทำอย่างไร

  1. จดบันทึกประจำเดือน เพื่อคาดคะเนว่ารอบหน้าจะมาเมื่อไหร่
  2. ทานยากลุ่ม NSAID ก่อนเป็นตัวเลือกแรก (ยกเว้นจะคุมกำเนิดอยู่แล้ว ) โดยทานเมื่อเริ่มรู้ตัวว่าหน่วงๆ แม้ว่าประจำเดือนยังไม่มา ทานซ้ำได้วันละ 1-2ครั้ง พร้อมอาหาร โดยมาก ทานยาแค่ 1-2 ครั้งก็มักจะไม่ค่อยปวดแล้ว
  3. ออกกำลังกายได้ วิ่งได้ตามปกติ การมีเลือดออกในปริมาณปกติ มักไม่ทำให้อ่อนเพลีย แต่การเคลื่อนไหว จะดีกว่าการนอนอยู่เฉยๆ แต่ถ้าเลือดออกมาก เช่นต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง วันนั้นของเดือน อยู่เฉยๆ เดินไปเดินมาก็เหนื่อยแล้ว ควรงดการออกกำลังไปก่อน
  4. ดื่มน้ำมากๆ ทั้งก่อนซ้อม ขณะซ้อม และหลังซ้อม เพื่อไมให้ขาดน้ำ
  5. การแต่งกาย ควรสวมกางเกงที่ใส่สบาย ขายาว สีเข้ม เพื่อป้องกันการเลอะของประจำเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ และเมื่อซ้อมเสร็จควรรีบอาบน้ำ ชำระร่างกายทันทีเพื่อลดการเกิดเชื้อราหรือแบคทีเรีย ในช่องคลอด
  6. กรณีที่ทานยา NSAIDs แต่ก็ดูเหมือนเอาไม่อยู่ ควรทานยาเม็ดคุมกำเนิดช่วย ไม่มีใครบอกได้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยควรสังเกตผล 2-3เดือน โดยเริ่มรับประทานยาตั้งแต่วันแรกของรอบเดือนหรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 3 แนะนำทานก่อนนอนเพื่อไม่ให้คลื่นไส้ (ควรตรวจสอบบข้อห้ามในการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอีกครั้ง)
  7. ดูแลตัวเองเบื้องต้นก่อนได้ค่ะ ถ้าจะซื้อยาควรซื้อกับเภสัชกรและตรวจเช็คข้อห้ามในการใช้ดีๆ โดยเฉพาะ Etoricoxib (Arcoxia) ,Celecoxib (Celebrex) ต้องระวังเป็นพิเศษ แต่ถ้า pattern ประจำเดือนผิดปกติ หรือ ทาน NSAIDs หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วยังปวดมาก ควรไปตรวจร่างกาย ตรวจภายใน ultrasound เพื่อหาโรคที่อาจจะเป็นต้นเหตุของการปวดประจำเดือนรุนแรง หรือเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis หรือ chocolate cyst) เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (myoma) กล้ามเนื้อมดลูกหนา/มดลูกโต Adenomyosis โรคนี้ไม่มีชื่อภาษาไทยอย่างเป็นทางการ)

CONTRIBUTOR

caret-down caret-up caret-left caret-right

พญ.ศศิร์รัช ปัทมดิลก

สูตินรีแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญมะเร็งนรีเวชวิทยา

(reference :Up to date -Primary dysmenorrhea in adult women: Clinical features and diagnosis ; Roger P Smith,Andrew M Kaunitz)


  • 164
  •  
  •  
  •  
  •  
    164
    Shares