Jo Go SAPA VMM 70 อวสานหนุ่มนักไลฟ์

  • 238
  •  
  •  
  •  
  •  
    238
    Shares

สวัสดีครับกลับมาเจอกันอีกครั้งกับบันทึกประสบการณ์ดีๆของผม ที่เขียนเอาไว้ให้ตัวเองอ่านบ้าง เขียนให้คนที่สนใจไปวิ่งในที่เดียวกันหรือเที่ยวในที่เดียวกันได้อ่านบ้างครับ

คำเตือน บทความนี้ผมจะรีวิวเส้นทางตามสไตล์ของผม บางส่วนก็ละเอียด บางส่วนก็ไร้สาระ บางส่วนก็ไม่รู้จะพิมพ์ทำไม เพราะงั้นขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ

Special Thank : เฮียช่อที่แนะนำประสบการณ์แข่ง VMM70 ของปีก่อน ให้เตรียมตัวรับมือกับระยะทางแต่ละจุดในสภาพที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน + การซ้อมวิ่งลงเทรดมิลล์อันลือลั่น

ขอบคุณแก๊งเจ้าป้าที่แนะนำสนามนี้ แนะนำการเดินทาง แนะนำทัวร์ และอื่นๆครับ
ขอบคุณพี่เกรส พี่แนนที่ให้ความช่วยเหลือในการเดินทางกลับฮานอยครับ
ขอบคุณรูปสวยๆจาก พี่ต๋อ พี่ตั้งโอ๋ เฟียต น้องกล้วยและ SVSCB Run สำหรับการรีวิวสนามในครั้งนี้
ขอบคุณเพื่อนๆนักวิ่งทุกท่านที่ซาปา แก๊ง MADZ ช้างป่า กระทิงเปลี่ยว และอีกหลายๆท่านที่เจอตลอดทาง ดีใจที่ได้พบและยินดีที่ได้รู้จักนะครับ


หลังจากจบ Tokyo Marathon 2017 ผมก็ฝึกมั่วนิ่มตามทางของผมเช่นเดิม ทั้งซ้อม 10k จนมาเพิ่มระยะ Ultra อีกครั้ง โดยมี 4 สนามหลักที่จะไปปีนี้ คือ CM6 + VMM70+ PYT100+Panoramic50

หลังจากจบ CM6 มา ผมก็ได้นำประสบการณ์ที่ผิดพลาดจาก CM6 ท้้งเรื่องการซ้อมขึ้นเนินลงเนินแบบชันๆ การใช้ไฟฉายวิ่งในความมืด และอื่นๆ มาแก้ไขในสนาม VMM70 ในครั้งนี้

แต่ก่อนอื่น ....................................

ทำไมผมต้องไปคนเดียวด้วยเนี่ย เหตุผล คือ ช่วงรับสมัคร VMM2016 ผมสมัครวันสุดท้ายของ Early Bird ทัน แต่พอมีเมล์คอนเฟิร์มมา ดันไปจ่ายตังค์ไม่ทัน เพราะวันนั้นวิ่งฟูลแรกที่จอมบึงพอดี มันช่างบังเอิญเสียจริงๆ สุดท้ายผมก็ต้องจ่ายใ Normal Rate ผมจึงตัดสินใจไม่สมัคร แล้วก็พบว่าใน VMM2016 มีเพื่อนๆนักวิ่งขนกันไปวิ่งเยอะมาก จนผมเห็นแล้วนึกเสียดาย พอทุกคนกลับมาก็อยากไป VMM2017 กัน ผมเองก็ตั้งใจไว้แล้วว่า สนามนี้ต้องไปให้ได้ก็สมัครก่อนใครเลยจ้า และสุดท้ายหลายๆคนที่คุยกันไว้ว่าจะไปก็ไม่ไป..........ส่วนคนที่มาทราบว่าไป ตารางการเดินทาง และจำนวนคนก็ไม่เหมาะสมที่ผมจะเข้าไปแจม เลยตัดสินใจเดินทางคนเดียว......ก็ได้ว่ะ

การรับสมัคร

ช่วงปลายปี งานมันจะเปิดรับสมัครอ่ะนะ เราก็สมัครจ่ายบัตรเครดิต โดยมันจะแบ่งเป็น Run Only กับ Package ที่พักด้วย ผมเองก็แนะนำ Run Only เนอะ แค่สมัครวิ่งอย่างเดียวแล้วหาที่พักในเมืองซาปาก็ฟินแล้ว ส่วนแบบมี Package ก็จะพักที่ Topas Ecolodge ซึ่งเป็นเส้นชัยและมีบุฟเฟ่ต์ให้กินด้วย สมัครเท่าไรจำไม่ได้ละ ไปดูกันเองตอนรับสมัครละกัน ไม่น่าจะเกิน 3 พันบาทนะ Vietnam Mountain Matathon

สมัครมาแล้วก็ดูสนามกันหน่อยนะ อืมความชันของเขาลูกนึงก็ซัก 800 m เนอะ (1700-900) Elevation Gain 2480m Mountain Level 4 เอง.......CM6 Level 7 ส่วน TNT Level 8 (Mountain Level คือเอาความชันมาหารระยะทางอะนะ คือรูปกลมๆสีฟ้าๆในรูปข้างล่างอ่ะ)

CM6 ระยะ 74km Mountain Level 7 + Elevation Gain 4120m
PYT66 Mountain Level 5 + Elevation Gain 3100m

เพราะงั้นสนามนี้ความชันสบายๆนะ แต่ที่ยากคือ โคลนตลอดทาง ว่ากันว่าปี 2558 นี่ฝนตกเรื่อยๆ โคลนหนักมากตลอดทาง ส่วนปี 2559 ก็เบาลงฝนไม่ค่อยตกอ่ะนะ ก็เลยวิ่งง่ายขึ้น แต่ก็ยังมีโคลนนะ

ส่วนอีกเรื่องที่เราห่วงคือ ความกดอากาศต่ำ ทำให้เราเหนื่อยง่าย ซึ่งตอนที่ขึ้นไป Fansipan ที่ความสูง 3143m พบว่าขึ้นบันได 10 ขั้นก็ต้องหยุดพัก เพราะเหนื่อยหอบแล้ว

การฝึกซ้อม

รูปแบบการซ้อมของผมสำหรับสนามนี้ยังคงคล้ายคลึงกับช่วงที่ซ้อมไป CM6 แต่เบาลงในเรื่องเขา เพราะก่อนหน้าเราไปเขาฉลากและซ้อมเนินบ่อยมากจนชิน แต่ก็ยังวิ่งขึ้นไม่ได้อยู่ดีนะ จึงได้มีโอกาสไปซ้อมที่เขากระโจม และสันเขาแหลมกับพี่โก้ เทพเขาแหลม มีการซ้อม B2B ในแต่ละสัปดาห์ มีการเวท Quad และ Ham ให้สมดุลกันมากขึ้นหลังจากไปทดสอบสมรรถภาพร่างกายกับคณะกายภาพ ศิริราชมาก่อนหน้านี้ บวกกับวันฝนตกก็ซ้อมวิ่งขึ้นลานจอดรถหรือขึ้นบันไดออฟฟิศ 100 ชั้น และ 1 เดือนก่อนแข่งก็ได้ซ้อม City Run 88km ในกทม.เป็นเวลา 15 ชม. โดยเวลา Start ก็ตี 4 เหมือนแข่งจริง และเติมตลอดทาง ก็ุถือว่าได้ซ้อมไฟฉายและซ้อมกินไปด้วยอ่ะนะ สุดท้ายปิดท้ายโปรแกรมด้วยการซ้อมวิ่งลงเทรดมิล ตามคำแนะนำของเฮียช่อ 5555

ก็จะเห็นว่า ตารางซ้อมของผมมันก็จะมั่วๆงี้แหละ บางวันเทมโป บางวัน z2 แต่มันก็คงมีแบบแผนอยู่บ้าง คือ หนักวันหยุดอ่ะนะ และไม่ให้ติดกันเกินไปให้ร่างกายได้ฟื้นตัว

วันรับบิบ

ปี 2017 จัดที่ลานกลางเมืองซึ่งเป็นสถานที่ๆเหมาะมาก บางคนไปรับบิบมาจากฮานอยแล้ว แต่ผมมารับที่ซาปาเลย ตั้งแต่เช้า แล้วก็จะมีบรีฟเส้นทางตอน 5 โมงเย็น เค้าก็พาแชมป์ คนเก่งๆปีก่อนมาพูด ผมเองก็ฟังออกบ้าง ไม่ฟังบ้าง ถ่ายรูปเล่น รีบกลับห้องไปนอนดีกว่า เอาเป็นว่าหลักๆก็เติมน้ำหน่อยนะ ระวังๅ dehydrate แล้วก็แต่ละ CP จะมีให้เซ็นชื่อด้วย (ชิพใช้เฉพาะ start-finish)

ผมเป็นนักวิ่งที่ไม่วางแผนวิ่งนะครับ เพราะเคยวางแล้วทำไม่ได้ เลยไปตัดสินหน้างาน เลยคิดในใจว่า ถ้าไหวขอจบก่อนพระอาทิตย์ตกดินละกัน แต่พระอาทิตย์ตกดินกี่โมงอะ ?????

แน่นอนว่า เราต้องเช็คของกันก่อนวิ่งเผื่อว่าจะขาดไรไป ของจำเป็นก็ครบนะไฟฉาย อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ไม่โพล ของกิน ยากันยุง เอาเป็นว่าตอนไปแข่งจะขนไรไปมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ความยากของสนาม เวลาที่เราวิ่ง และประสบการณ์จากการซ้อมนี่แหละ ที่เรารู้ว่าควรดื่ม ควรกินมากน้อยแค่ไหนนะแต่งานนี้ก็ลืมของ เช่น Salt Tab หรือพวกเกลือแร่ผสมน้ำ ส่วนเรื่องอาหาร ปกติต้องพกข้าวเหนียวมากิน แต่มาเวียดนามทำได้อย่างมาก ซื้อข้าวปั้นในเซเว่นติดไปเข้าป่า ทานคู่กับพวกซีเรียลบาร์ ซึ่งที่ขนมาก็น่าจะพอกับ 16-18 ชม. ซึ่งจะทานทุก 1.30-2.00 ชม.

ที่พัก

ผมพักที่ Lotus Hotel ราคา 550 บาท (ซึ่งผมจองช้า แนะนำลองหาราคาที่พักไม่เกิน 500 บาท) ตั้งบนถนนสายหลักที่ใกล้ๆร้านอาหารมากมาย อาทิ Buffalo Restaurant + Pizza La ไรนี่แหละ รสชาติดีเลย และใกล้ที่รับบิบที่ลานกลางเมืองหรือ Square ราวๆ 400-500m แค่ต้องเดินขึ้นเนินเท่านั้นเอง ที่พักก็ไม่มีแอร์นะ แต่อากาศเย็นสบายเลย มีน้ำอุ่น

แต่ที่ไม่ชอบคือ ผมสมัคร 70km นอนตั้งแต่ 1 ทุ่มกว่าจะหลับก็ 3-4 ทุ่ม แล้วตื่นตี 2 ผมเองไม่ใช่คนหลับยากนะ แต่มันนอนไม่หลับเพราะเสียงแตร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! นี่แหละ ปิ๊นนนนๆๆๆ กันตลอดกว่าจะเงียบก็ 5 ทุ่มเที่ยงคืนโน่น รู้ว่าถ้ากลับไปอีก จะหาที่พักที่เดินไกลกว่าเดิมไม่ก็ไม่ใช่ถนนสายหลักแทนจะได้หลับอย่างเป็นสุขนะ

วิวสวยดีเนอะ

Race Day

เช้าวันเสาร์ที่ 23 ก.ย. ผมตื่นมาด้วยความสลึมลือตอนตี 1.30 เพราะนอนไม่มากแม้จะนอนตั้งแต่ ทุ่มกว่าๆ ตื่นมานั่งกินข้าวปั้นเวียดนามรสชาติห่วยมาก แต่ก็กินแทนลงไป ไม่ได้อยู่ที่ไทยที่กินข้าวไข่เจียวก่อนวิ่งอัลตร้าตลอด

ทีมงานนัด ตี 2.30 มาขึ้นรถที่ Square กลางเมืองที่เดิม เพราะจุดสตาร์ทของเราต้องนั่งรถไป ซึ่งมีรถตู้ราว 7-8 คันมั้ง จุได้ 15-20 คนนะทำความเข้าใจกันก่อนว่าทุกระยะจะวิ่งเส้นเดียวกัน เช่นผมลง 70km จะไม่ได้วิ่ง 30km ของระยะ 100km แต่ตั้งแต่ 31km ของระยะ 100km คือจุดสตาร์ทของผม

นั่งรถ 1 ชม.พอดี ถึงจุดสตาร์ท ได้นอนต่อเลย อิอิ ซึ่งสตาร์ทแถวๆ Totas Ecolodge นั่นแหละ ห่างมาซัก 500m เองมั้ง

ใครลงรถก็รีบเข้าห้องน้ำหน่อยละกัน โดยเฉพาะสาวๆ ต้องมาต่อคิวเข้าห้องน้ำเดียวกับผู้ชาย เพราะงั้นใครลงระยะนี้ ก็ทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนเริ่มนะณ จุดสตาร์ท ผมเจอคนไทยที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างแต่ก็ถ่ายรูปๆไปนะ

ภาพตัดไปที่ จุดสตาร์ท..........................ผมเปิด 735 รอรับสัญญาณ GPS ก่อนเผื่อไว้ ยืนรวมๆกับคนไทยแต่แอบๆมาข้างหน้านิดๆ ตามนิสัยคนชอบมา Block ต้นๆ

k1-10 : บนเส้นทางแห่งความมืดมิด พร้อมกับเหล่านักวิ่งเทรลนานาชาติ

และแล้วเวลาตี 4 ตรง การแข่งขันก็เริ่มขึ้นตรงเวลา นักวิ่งแต่ละคนออกตัวกันอย่างรวดเร็วในเพซของตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้วิ่งเทรลในต่างประเทศ แต่ละคนจะมีเทคนิคยังไง อุปกรณ์ที่ใช้ ความเร็วจะแตกต่างกันแค่ไหน ถึงเวลาที่ผมจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่แล้ว

ช่วง 5 โลแรก ผมวิ่งด้วยเพซที่สบายๆ 6:30-7:00 ???????????? สบายตรงไหน เร็วไปป่าวว่ะ แต่เอาจริง คือ อากาศมันเย็นสบายๆ หัวใจโซน 2 ปลาย โซน 3 ต้นเลย เส้นทางเป็นคอนกรีตพังๆ ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ มีเนินเบาๆเล็กน้อย นักวิ่งแต่ละคนมีรูปแบบการวิ่งความเร็วท่าวิ่งที่แตกต่าง
ผมยังคงใจเย็นวิ่งตามความรู้สึกไม่สนใจใคร ไปเรื่อยๆ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่า ไปเรื่อยๆไม่รีบ เรามาถ่ายรูปเล่น วิ่งสบายๆ แต่ไม่เอ้อระเหย และใช้แผนเดิมที่ใช้มาตลอด คือ เดินขึ้น(เนิน) และวิ่งลง

โดนพระวิ่งแซง >>>> พระจริงๆ

และแล้วในที่สุดผมก็เข้าสู่ทางเทรล ในช่วงโลที่ 6 ซึ่งเป็นทาง Single Track ผมคว้าไม้โพลที่เก็บไว้ที่เอว กับที่เป้ ออกมา แล้วจ้ำๆๆๆๆ แปปเดียวเหนื่อย ?????? หรือว่าเราเร็วไปหรือเปล่า หรือเพราะความกดอากาศต่ำ ทางขึ้นเป็นเทคนิคอลเทรลที่ไม่ยากมากเดินขึ้นได้ ไม่ต้องโพลก็ได้ ขึ้นไม่ยาวมาก แล้วก็ลงๆ เหมือนเป็นภูเขาที่อยู่ริมลำธาร

ผมวิ่งได้ราว 2km หลังเข้าทางเทรล เครื่องเริ่มร้อน เร่งความเร็วได้อีก หัวใจยังโซน 3 ที่ซ้อมวิ่งโดยใช้ไฟฉายมาเห็นผลจริงๆ เรากล้าวิ่งในที่มืดมากขึ้น และแล้วเราก็เก็บ 2-3 คนแล้วก็

......พลั่กกกกกกกกกก

เหยียบพลาดเกือบตกจากเขาที่เป็นทางวิ่งยาวๆ เพราะไปวิ่งขอบนอก (คนอื่นวิ่งขอบทางเดินใน) ล้มไปแรง 1 ครั้ง แผลมาเต็มแขน เข่ากระแทก......อาย + เจ็บ นักวิ่งคนอื่นก็หยุดแล้วก็ถาม RUOK? เราก็ OK แหละ แต่เราอาย......555 แล้วก็วิ่งต่อ ตั้งสติแล้วลุยใหม่......ไปเรื่อยๆแล้วก็ พลั่กกกกก ล้มอีกแล้ววววว แต่เขาก็ไม่ได้สูงนะ หล่นลงมาก็เป็นลำธารอ่ะ แต่นี่วิ่งมา 8-9 โล ล้มไป 2 พลั่กละ อีก 60 โลจะเหลือเรอะ ไม่รอดแน่ๆ เรา ช่วงนั้นเริ่มเครียดแล้ว ดูเหมือนเรายังอ่อนอยู่ แต่ก็เอาน่ะ ลุยๆไปก่อน

และแล้ว...........จบเนินหมดทางเทรลแล้วเว้ย

แล้วเราก็วิ่งไปต่อเรื่อยๆ ทางแคบบ้าง วิ่งยากบ้าง ง่ายบ้างแล้วเราก็

พลั่กกกกกกกกกกกกกก ล้มอีกแล้ววววววว

นั่นแหละ เราเริ่มชินแล้ว ขาไม่พลิกก็วิ่งต่อไป ทางที่วิ่งช่วงนี้มีเฉพาะระยะ 70 กับ 100 ที่ได้เจอเป็นทางวิ่งริมลำธาร ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของเรซแล้วละ

อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจคิดว่า ไอ้นี่มัน ซุ่มซ่าม สำออยจังเลย ผมขอบอกเลยว่า “ผมเป็นแบบนั้นแหละจ้า 555555”

ตลอดเส้นทางช่วงเกือบๆ 10 โล ก็มีน้ำที่ทุกคนมักจะยืนบนหินข้ามไป แน่นอนว่า ไก่อ่อนอย่างผม อยากรู้จังว่าน้ำเย็นแค่ไหน ลื่นปรื๊ดดดดดดดดด ตูมมมมม ลงไปครึ่งตัวตามภาพ Cover เลย แล้วยังมีหน้ามาบอกให้ตากล้องรีบถ่ายรูป คนที่วิ่งมาแถวนั้นก็ฮา แล้วก็รีบลุกขึ้นมาแล้วลุยต่อ

ผมก็วิ่งไปเรื่อยๆตลอด ในขณะที่ถุงเท้า รองเท้าเปียกๆแหละ ดีที่ Loan Peak 3.5 ที่เอามาโอเคเลย แห้งๆ ถุงเท้า Injinji ก็ใช้ได้ดี ก็ยังคุมเพซได้ เพราะทางเริ่มง่ายขึ้น เป็นทางถนนสบายๆมีเนินบ้าง

และแล้วผมก็ถึง CP1 12km ในเวลา 2 ชม.พอดี จู่ก็มีคนเรียก “คุณโจ”

งงเด้ ใครหว่า อ้อ คุณมน น้องไกด์ที่เราเคยรู้จักตอนที่มาเที่ยวเวียดนามครั้งก่อน ตอนนี้เธอก็มาวิ่ง 70 ด้วย

เอิ่ม โหดจุงงงงง ส่วนอีกคนก็เป็นคนเวียดนามที่พูดไทยได้ก็มาขอมาแจม 55555

CP ปีนี้ดีงาม มีมากกว่ากล้วย มีแตงโม มีแคนตาลูปได้ แต่ผมมันลิง ชอบกินกล้วย ปกติก็กินกล้วยหอมวันละ 3 ลูกที่ทำงานอยู่แล้ว มันคือแหล่งพลังงานชัดๆ 55555 I love banana

k12-22 : ความฟินบังเกิด นี่แหละเส้นทางที่เราใฝ่ฝัน

ออกจาก CP1 ก็พบกับอีกทางวิ่งถนนที่เราชอบ เป็นเนินขึ้นลงสบายๆ ไม่ชันมาก อากาศตอนนี้ดีสุดๆ เย็นสบายไม่มีแดด

วิ่งไปมาจนขึ้นมาไกล มองเห็นว่ามาไกลแค่ไหนแล้ว

วิ่งถึง k15 ก็เข้าสู่ช่วง Downhill อ่ะแน่นอน เวลาของข้าพเจ้ามาถึงแล้ว ลุยกันเลย ตลอดทางลง เราก็ไล่ดูการ Downhill ของนักวิ่งแต่ละประเทศ สรุปผมเป็นกลุ่มแนวกลางทีมีฝรั่งผสมเวียดนาม

แซงบ้าง โดนแซงบ้าง ทุกคนทางลง ช้าเร็วต่างกัน ผมเองก็ลงแบบสนุกสนาน รอบขาถี่ๆ ก้าวระยะกลางๆนิดนึง แล้วก็มีลองใช้วิชาหย่อนตูด Downhill ด้วยบ้าง ส่วนวิชา Zig Zag นี่เสียเวลามาก ไม่เอาอ่ะ วิ่งลงตรงๆนั่นแหละ

เส้นทางหินน้ำตกก็มี....แต่ในภาพก็หินน้ำตกเบาๆ มีน้ำไหลผ่าน

แต่หลังจากนี้ยังมีแบบนี้อีกเยอะะะะะะะะะะะะ

วิ่งไปเรื่อยๆเข้าสู่ช่วง k15-18 ทางเริ่มเป็นดิน หิน เราก็จ๊อกๆเดินๆไปได้สบายๆ เดินฝ่าทุ่งนาไปเรื่อยๆ ทางไม่ชันมากสบายๆ ซึ่งถ้าเราดู Elevation จะพบว่า ของจริงอยู่หลัง CP2

ทาง downhill ยาวราว 3km ไปจนถึง k18 ก็เริ่มขึ้นต่อ

ช่วง k15-18 คือการวิ่งสบายๆ ชมความสวยงามของนา เรานั้นตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

และแล้วเราก็เข้าสู่ช่วงทางขึ้น k18-22 เป็นทางถนนขึ้นยาว เราก็จ้ำๆเหมือนเดิม ก้าวสั้นๆถี่ๆ ใจเย็น ไม่ยกขาสูง ตรงนี้จะเป็นหมู่บ้าน Cat Cat ที่ผมมาเที่ยวก่อนวันวิ่งจริง (ติดตามได้ใน PartII)

ไปCM6 เจอเด็กแฝด มาที่นี่ก็เจอ ??? แฝดป่าวหว่า

แล้วผมก็มาถึง CP2 k22 ในเวลา 3.40 ชม. ด้วยสภาพอันดี มีแผลเจ็บหน้าแข้งเข่า แขน 2 ข้าง ซึ่งมาจากการล้มในช่วงมืดๆแรกๆหมด แต่พอสว่างก็ไม่เป็นอะไร ทางก็ปลอดภัยมากขึ้นครับ

ในระยะห่างระหว่าง CP จะห่างราว 6-10km แล้วแต่จุด ปกติจะกินน้ำ 2 ขวด แต่พอมาวิ่งที่นี่ อากาศดีจนดื่มน้ำขวดเดียว แล้วอีกขวดผมดื่ม Cocomax อันนี้ความชอบส่วนตัวนะ เอาจริงลืมเอาเกลือแร่มาแหละ 555 ระยะทางหลังจากนี้ 8 โลทางขึี้นน่าจะไหวกับน้อง 2 ขวด เพราะตอนนั้น cocomax หมดแล้วก็เติมน้ำเปล่า ลุยต่อกันเลย

k22-30 : ความชันของจริง ขึ้นยาว 8โล

เมื่อออกจาก CP ก็เริ่มเดินขึ้นกันเลยจ้า เป็นเส้นทางถนนยาวๆๆๆๆๆๆ ยาวยังไม่พอ แถมแดดให้ด้วยจ้า

ทางถนน ของถนัดของเรา สบายเลย เดินขึ้น วิ่งลง

ตลอดทางเดินขึ้นเขาช่วงนี้ ผมก็เดินไปกินไปตลอด เวลาวิ่งเทรลจะเอาเวลาเดินขึ้นนี่แหละ มาหาขนมใส่ปาก พวกกราโนล่า ซีเรียลบาร์ที่เราขนมาจาก 7-11 ก็เอามากินจริงจังช่วงนี้นี่เอง

รูปข้างล่างนี้คงจะตอบโจทย์ทุกอย่างได้ เพราะถ่ายจากบน cable car ที่ไป Fan si pan

เส้นทางช่วง 22-26km ยาวสุดลูกหูลูกตา เป็นถนนคอนกรีตที่ปิ้งย่างเราไปพร้อมอากาศเย็นๆ และวิวสวยๆ

และแล้วเราก็วิ่งไป อย่างเมามันส์ จนมีคนเวียดนามตะโกนแบบเรียกเราเหมือนขายของ แต่คิดไปมาดูหน่อย อ้อ ตูมาผิดทาง เราไปได้แค่ 26km ก็ต้องออกจากถนนเพื่อขึ้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆทางเทรล (อีกแล้ว)เข้าสู่เส้นทางชันๆอีกครั้ง ขึ้นๆๆๆๆๆๆ แล้วขึ้นๆๆๆๆ เป็นทางแห้งๆ ขึ้นสะดวก Single Track แต่ค่อนข้างชัน ขึ้นแล้วพักแล้วขึ้นต่อ พวกที่ผมแซงตรงถนนก็เริ่มตามทัน แต่ก็เอาที่สบายใจเหอะ ผมไปตามจังหวะของผม

เห็นตรงนู้นไหม ขึ้นไปถึงโน่นแน่ะ

ผมค่อยๆเดินขึ้นยาวได้ราว 1.5km ก็กลับเข้าสู่ทางถนนอีกครั้ง พี่ก็ซัดกันต่อ ตอนนั้นในหัวเริ่มคิดคำพูดใหม่นอกจาก เดินขึ้นวิ่งลง กลายเป็น “If you can run, please run. But I you can’t, please walk” ก็คือ “ตอนไหนวิ่งได้ก็ขอให้วิ่งอ่ะ ตอนไหนมึงวิ่งไม่ได้ก็เดินอ่ะ” เข้าใจตรงกันนะ

ภาพสวยๆ ณ ยอดช่วง 27 km.

ช่วงทางถนนแถวๆ k28-30 ก็เป็นทางขึ้นๆลงๆ แต่ส่วนใหญ่ขึ้นนะ และแล้ว...........

ผมก็มาถึง CP3 k30 ด้วยเวลา 5.18 ชม. โดยกำหนด Cut Off ปีนี้อยู่ที่ 7 ชม.ก็ถือว่ากำไรอ่ะนะ

เพราะจำได้ว่าปีที่แล้ว 70 กับ 100 ไม่ทันๅ Cut off ตรงจุดนี้เยอะมาก ปีนี้เฮียช่อก็เลยกำชับว่า มึงไปเร็วๆเลย 5555

คือนี่เร็วแล้วได้แค่นี้ เดินตลอดเว นะ

CP3 นี้ก็ถือว่าเป็นจุดที่มี ชาวเวียดนามมาตั้ง CP นั่งกินมาม่ากันเอง และถือเป็นจุด Start ของระยะ 42km ดังนั้นข้อมูลหลังจากนี้ ผมจะหยิบยืมรูปจากตากล้องหลายๆท่านมา และแนะนำท่านที่สนใจลง 42km ในปีหน้า

k30-35 : เพราะที่นี่........คือ ซาปา โคลนต้องมาาาาาาาาาาาาาาาา

หลังจากจุดนี้ คือ จุดสตาร์ทของเหล่านักวิ่งระยะ 42 จะได้เจอ จุดเริ่มค่อนข้างยาวประมาณ500-600m ก็เจอกองขยะใหญ่ยักษ์ ซึ่งมันไม่มีนัยสำคัญต่อชีวิตของเรามากหรอก แต่วิวตรงนี้ก็สวยดี

แต่มาถึงจุดนี้ มันคือ จุดเริ่มต้นของ Downhill ยาวๆๆๆที่เราใฝ่ฝัน

รูปเก่าจากปีก่อน

เฮ้ย...................................

นี่มันไม่ใช่ Downhill ที่เราใฝ่ฝัน มันคือทางลงโคลนเหนอะหนะ ที่แม้แต่ฝนไม่ตกมันก็ยังมีโคลนอยู่อย่างมากมาย ยิ่งถ้าคนเยอะ Single Track ตรงนี้ จะรถติดมาก

ภาพเหล่านี้ ผมได้มาจากพี่ต๋อ อีก 1 นักวิ่งอีกท่าน ส่วนผมน่ะเหรอไม่กล้าหยิบกล้องออกมาถ่ายรูปหรอก กลัวล้มมาก ทั้งๆที่ล้มมาเยอะแล้วนะ

เฮียช่อเล่าให้ฟังว่า มันคือเส้นทางจัญไร มันคือ เส้นทางหินน้ำตก ไม่ว่าฝนจะไม่ตก แต่มันจะชื้นตลอดลองนึกถึงปีที่ฝนตกสิ 55555ปีนั้นคง DNF กันบาน

ฝรั่ง 2-3 คนที่เราแซงทางถนนมาได้เริ่มเก็บเรา และแซงเราหายไปอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนที่เรากลัวอีกอย่างคือทางโคลน เพราะเราลื่นล้มอย่างหนักที่ CM6 ภาพความกลัวกลับมาอีกครั้ง

เราเริ่มคุมสติ ค่อยๆก้าวไป เราผ่าน Cut Off แรกมาแล้ว ตอนนี้ช้าหน่อย ระวังขาพลิก ตรงไหนดูลื่นๆ ก็วางเท้าตั้งฉาก เฉียงๆ จับไม้โพลให้แน่นปักให้ดี ทรงตัวได้

ทางลงตรงนี้เป็นระยะทางราว 2 km ซึ่งเป็นโคลนที่หนัก หนึบ ซึ่งนักวิ่ง 42km ผ่านไปกันไปหมดแล้ว สิ่งที่พอนึกออก คือ ก้าวตามรอยเท้าคนข้างหน้า แล้วทรงตัวให้ดี

k35-42 : เขาลูกที่ 2 หมดแรง ไปไม่ไหว เกือบ DNF

ปรากฎว่าไม่ล้มเลย ^^ โอ๊ยดีใจ คนซุ่มซ่ามอย่างตูผ่านด่านนี้ได้ สบายใจ ผมลงมาถึงจุดล่างสุดอีกครั้งที่ระยะ k35 หลังจากนี้คือเขาลูกที่ 2 ลูกเล็กๆที่เราจะต้องเผชิญอีกครั้ง ซึ่งเราก็คิดว่าเราน่าจะผ่านไปได้ไม่ยากเพราะไม่สูงมาก

ทางขึ้นระยะ k35-39 เป็นทางขึ้นเขาหินๆ ดินๆ เดินไปเรื่อยๆยาวๆ เราก็จ้ำไป ก้าวสั้นๆเร็วๆ ความสูงขึ้นเรื่อยๆ เมฆหมอกอยู่รายรอบตัวเรา ตรงจุดนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะยิ่งสูง ยิ่งสวยเลย รอให้สวยกว่านี้ สุดท้ายลืมถ่าย 5555

ผมวิ่งไปได้ซัก 37 km รู้สึกไม่มีแรง ทั้งที่เราเติมขนมทุุกๆ 1.30 ชม. หรือว่าเพราะขนมหว่า ทั้งกราโนล่าซีเรียลเอาไม่อยู่หรือเปล่า อาการหมดมาเฉยเลย จนมาเจอพี่เอิ๊กทีม MADZ ก็บอกว่าหมดเหมือนกัน แต่เพิ่งกินเสร็จแรงเริ่มมา แล้วพี่เอิ๊กก็ดีดหายไป..............ผมเองก็จำต้องหยิบข้าวปั้นออกมาเพื่อกิน เป็นช่วงที่ทรมานมาก รสชาติข้าวปั้นห่วยแตกมาก ขณะที่วิวสวยๆ แต่เคี้ยวไม่ลงเลย แรงจะเคี้ยวก็ไม่มี เลยลองๆกินไป ข้าวปั้น 1 ก้อนกินไป 3 คำ คำละ 1km.......เป็นการเคี้ยวที่นานมาก รู้สึกไม่อยากวิ่งต่อพอแล้ว เริ่มท้อจริงๆ

เขาลูกที่ 2 ขึ้นมา ณ จุดสูงสุดซึ่งวิวสวยมาก เห็นทั้งเขาด้านล่างและคันนา มองขึ้นไปเมฆหมอกก็อยู่รอบตัว

ทางช่วงนี้ก็เป็นสันเขาไม่ชัน แต่เดินขึ้นยาวๆ สวยๆ เลี้ยวไปมาๆเรื่อยๆ จนมาถึงจุดสูงสุด ผมก็เริ่ม Downhill แบบไร้เรี่ยวแรงเพราะย่อยไม่ทัน น้ำที่ขนมา 2 ขวดสำหรับ 12 ขวดที่คิดว่าเพียงพอเริ่มหมดลง

ทันใดนั้นเอง

CP พิเศษ มาตั้งอยุ่ตรงขาลง ผมนี่หยุดเลย แล้วควักเงินออกมา

Cocacola pleaseeeee .......หมด

Beer??? No Alcohol

Fanta สีฟ้ากระป๋องนั้นจัดมา 30.000 VND เปิดกระป๋อง ซดยาวหมด

สวรรค์ชัดๆๆๆๆ คืนชีพแล้วตู

ตอนนี้ใจที่คืนชีพนะ แต่กายยังค่อยๆมาแต่ก็มีแรงแหละ ค่อยๆ Down Hill ท่าหย่อนก้น ซึ่งไล่เก็บคนหลายคนอยู่ช่วงขาลง ซึ่งเราก็เริ่มเห็นคนถอยหลังลงเยอะมาก สงสัยเป็นเทคนิคของเวียดนามนะ Downhill ถอยหลัง................อืม ขอไม่ลองละกัน

และผมก็มาถึง CP4 42km ที่เวลาเที่ยงตรง หรือ 8 ชั่วโมงพอดี

ที่ CP นี้มีซุปฟักทองหอมๆ ซึ่งมีคนนั่งกินซุปและกินมาม่า เราเองที่เพิ่งเข็ดกับการทานอาหารไม่ทัน ก็เลยนั่งพักซัก 2 นาที ต่างจาก CP อื่นๆที่เราเติมน้ำแล้วออกมาภายใน 2 นาที

ตั้งแต่ CP นี้เป็นต้นไป ผมก็เริ่มหยิบกล้วยหอมกินอัดๆๆๆๆๆ 2 ลูก แล้วก็ลุยกันต่อเลย

k42-48 วิ่งคันนา ชมปลักควาย

เส้นทาง 6 โลจากนี้ ดูแล้วสบายๆวิ่งอย่างมีความสุข............มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ดูภาพสิ

ต้องวิ่งเดินๆหลบโคลน บางก็เผลอลื่นเท้าจมดินบ้าง และฝนก็ตกซ้ำลงมา แต่ไม่หนักมาก

แต่ที่หนักคือ ตะคริวเริ่มตอดถ้าก้าวขายาวๆ หรือยืดขากว้างๆเพื่อปีนขึ้นหรือลง ทั้ง Quad และ Ham มาตอดๆ

เส้นทางเป็นแนวๆ Single Track ที่ทุกคนเดินตามเป็นสายยาวๆ ตามๆกัน จะแซงก็ยาก ผมเองก็รู้สึกไม่ถนัดเลย เดินวิ่งๆทรงตัว รถเริ่มติดเพราะเราก็หลบให้เค้าแซงไป

เส้นทางคันนานี้ยาวราวๆ 3 km แต่ก็ทำให้เราถึงกับเหนื่อยได้ เพราะต้องวิ่งอย่างมีสมาธิ

เข้าสู่ k45-48 เป็นเส้นทางราบๆบนหญ้าสวยงาม วิ่งง่าย ผมเจอพี่คนไทยที่มาวิ่ง 42 ก็ทักทายและก็ขอแซงไป

นางแบบคนสวยของเราพร้อมผองเพื่อน

สถานที่แห่งความทรงจำ

ทางวิ่งก็เลียบลำธารสีน้ำตาล แล้วผมก็ต้องข้ามแผ่นไม้ ทรงตัว ทุกคนก็ข้ามๆกันไป ถึงตาผม ผมก็กลัวหล่นก็เลยเอาไม้โพลจิ้มๆดู น้ำลึกป่าววะ.........ไม้โพลจิ้มพรวดลึกยาวลงไปในน้ำ ผมทรงตัวไม่อยู่ แล้วก็ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม กลายเป็นโกโก้ครั้นช์ เลย

น้ำลึกกว่าที่คิด ผมลงไปทั้งตัว คอยังอยุ่เหนือน้ำ พอยืนได้รีบขึ้นมา พี่ๆคนไทยรีบตามมาถามผมเป็นไรไหม ผมตอบกลับไป “พี่ถ่ายรูปทันมั้ย” แล้วพี่ๆเค้าก็รีบบอกให้ปิดมือถือ 55555555555555

จบสิ้นแล้วตู เอามือถือเหน็บไว้ข้างเป้ โดนน้ำเต็มๆ เห็นน้ำในหน้าจอ รีบปิดเครื่อง ถุงกันน้ำก็มีไม่ใส่ ควักออกมาถ่ายรูปบ่อยไป หมดสิ้น จบสิ้น ลาก่อนพ่อหนุ่มนักไลฟ์.........T T

น่าจะฉุกคิดได้ตั้งแต่ตกน้ำครั้งแรก อดถ่ายรูป อดไลฟ์ อดส่งไลน์ ติดต่อเพื่อนๆที่กลับด้วยกันไม่ได้.....จากความสนุกของเส้นทางกลับเป็นความเครียดว่าจะกลับฮานอยยังไง เพราะจะกลับกับพี่เกรสพี่แนนพี่เงี๊ยบทีมซาปาเฉพาะกิจที่รวมตัวกันพิเศษ

เอาเป็นว่า เอาใหม่ๆๆๆ ตั้งสติ ค่อยๆไป เราลองไปที่เส้นชัยน่าจะเจอพี่ๆเค้าแหละ พวกเค้าวิ่งเร็ว น่าจะเจอที่เส้นชัย น่าจะหาทางติดต่อเค้าได้

ผมมาถึง CP5 ที่ระยะ 48km ในเวลา 9.30 ชม. (Cut off เวลาบ่าย 3 ครึ่งหรือ 11.30 ชม.) ด้วยสภาพชุ่ม....ดีที่เสื้อกับกางเกงที่ใส่มาแห้ง แต่ผมก็เปลีั่ยนถุงเท้าที่ติดมาเผื่อฉุกเฉิน ถอดถุงเท้ามา เท้าเปื่อยจัง เลยถือโอกาสนั่งพัก แล้วก็ใส่ถุงเท้า.....5 นิ้ว ข้างซ้าย 2 ข้าง......อ้าวเฮ้ย หยิบผิด ก็นัดมันทั้งยังงั้นแหละ ไม่ทันแล้ว รีบเติมน้ำ อัดกล้วย 3 ลูก เตรียมลุยเขาลูกที่ 3 กันต่อเลย ลุยๆๆๆๆๆ ตะโกนออกมา สู้เว้ย ตกน้ำมือถือพังก็ลุยต่อ (ตอนนั้นต้องให้กำลังใจตัวเองจริงๆนะ)

k48-55 เขาลูกที่ 3 เส้นทางแห่งการเสวนา (ขึ้นยาว 400mแนวตั้ง)

จากนี้คือเส้นทางถนนยาวๆขึ้นไปเป็นทางถนนยาวกว่า 7km แน่นอนว่า ทางถนน คือ เส้นทางของผม เราก็จ้ำๆๆ ค่อยๆขึ้นไป เจอน้องปุยฝ้ายกับน้องแบงก์กระทิงก็หยุดคุยพบว่า ถุงน้ำน้องแบงก์รั่ว เลยบอกน้องว่าเหลืออีก 6 โล จะลองแบ่งน้ำจากขวดเป้น้ำปุยฝ้ายแล้วค่อยๆไป น่าจะได้

ในความเป็นจริง เราไม่มีสิทธิ์ไปบอกให้ใคร DNF จนกว่าเจ้าตัวจะตัดสินใจเอง สิ่่งที่ทำได้ดีที่สุด คือ ให้กำลังใจและคำแนะนำ (สุดท้ายพวกเค้าก็เป็น Finisher ^^)

พี่เกรสพี่แนน ขอบคุณที่ให้ติดรถตู้กลับมาฮานอยครับ

เดินมาซักพักแล้วเบื่อ เริ่มหายเครียด เริ่มหาคนคุย ก็คุยกับทุกประเทศเลย ให้กำลังใจคนที่หยุด จนมีคนเวียดนามคนนึงที่เร็วกว่าเราแต่พักนาน เลยได้เพื่อนคุยกันกว่า 5 โล เป็นการขึ้นเขาที่ดีจริงๆ ดีกว่าวิ่งคนเดียวเยอะเลย

เส้นทางตรงนี้เป็นช่วงพักผ่อนจิตใจของผม ผมไปถึงยอดที่ 54.5km แล้ว Downhill ลงมา 500m เจอทีมกระทิง+MADZ ทีมใหญ่เลย แล้วก็ขอแซงไปก่อนแล้วเข้า CP6 55km ที่ 11 ชั่วโมงพอดี หรือเวลาบ่าย 3 ซึ่งเร็วกว่า Cut off กำหนดไว้ 5 โมงครึ่ง ได้กำไรไปอีกหน่อย 2.30 ชม.

เหล่านักวิ่ง 42+70 ที่ CP6 (คนขวาสุดคือเจ๊เปิ้ลที่ 1 หญิงไทย 70K)

k55-62 Downhill 7 km.

เอ๊ยคนไหนถอยหลัง คนไหนเดินไปข้างหน้า ?????

ผมอัดกล้วยเพิ่ม 2 ใบ รีบเติมน่้ำ แล้วออกมาจาก CP อย่างรวดเร็ว เส้นทางเป็นทางลงถนนผสมหิน ถ้าวิ่งไม่ดีอาจสะดุดล้มได้ ในจุดนี้ผมเจอ 42km แนวหลังเยอะมาก ค่อยๆลงกัน โดยเฉพาะคนเวียดนามที่ถอยหลัง ผมเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าทำไม ต้องลงแบบนั้นด้วยนะ

สั้นๆง่าย Downhill หย่อนตูด สลับท่าวิ่ง ลงเท้าให้แตกต่างไม่ให้ล้า ไปเรื่อยๆเพซเฉลี่ย 8-10 ในทางลงก็ถือว่าไม่น่าเกลียดสำหรับผมนะ

เส้นทางถนนอันยาวไกล ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเหนื่อย กลับทำให้เรารู้สึกมั่นใจว่า เวลาน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ

เส้นทางช่วงนี้ผ่านหมู่บ้านเยอะ มีน้องๆมาขอตีมือ มีมาขายของ มีมาขอตังค์ด้วย ใครจะตีมือสังเกตให้ดี เผื่อได้ของกลับมาแล้วต้องจ่ายเงินให้เค้านะ 5555

ครอบครัวที่มีฐานะยากจนมาก เหมือนชาวเขาบ้านเราแหละครับ

และแล้วผมก็ถึง CP7 62km ด้วยเวลา 12.12 ชม. เวลาบ่าย 4 กว่าๆ น่าลุ้นว่าเขาลูกสุดท้ายจะเป็นไง มันจะมีโคลนจะขึ้นยากแค่ไหน ได้ยินว่าปีก่อน บางคนไม่ได้ขึ้นกลัวไม่ทันคัตออฟ

k62-65 : ด่านสุดท้าย Silver Stone

กล้วยที่ผมกิน CP6 ยังแน่นๆดี ผมเลยอัดเพิ่มอีก 1 ลูกที่ CP7 แล้วตะโกนให้กำลังใจตัวเอง

สู้เว้ยยยย!!!!!!!!

มองด้านหลังสิ นั่นแหละ Silver Stone

ทางขึ้น Silver Stone น่ะเหรอ เหอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เขาแหลม เขาฉลากเทรลบี ทางขึ้นวังบัวบานนั่นเอง ไม่มีภาพ ทางขึ้นชันๆยาวๆประมาณ 3 โล มีบางช่วงเดินได้ก็เดิน ขึ้นทีละนิดก็พัก เป็นช่วงที่ผมทำเวลาช้าที่สุด ดีที่ฝนไม่ตกนะ

ช่วงแรกเป็นทางดิน ทราย ขึ้นยังไงก็ได้ ผมก็อาศัยตามรอยเท้าคนเหมือนเดิม ผ่านไปได้ 2 โลเริ่มเป็น Single Track ผมก็เริ่มมีแรงพอเดิน จ๊อกได้ๆก็ไปเรื่อยๆ

แล้วผมก็เจอชายคนนี้ ASGER (Race Director)

โอ้ แอสเกอร์ ตอนนี้แบบ ดีใจจัง ถึงยอดแล้วเหรอเนี่ย

เค้าก็แสดงความยินดีที่มาถึงตรงนี้

ทั้งวันผมเจอเค้าประมาณ 5 รอบในแต่ละจุด เพราะเค้าไปตลอดทาง แล้วผมก็ขอเซลฟี่กับเค้า.....

สัส มือถือพัง เปิดมาช๊อตใช้ไม่ได้ อด FB Live แน่นอน 100%

ผมถามแอสเกอร์ว่า นี่ยอดใช่ไหม แอสเกอร์ตอบว่า ยัง คุณต้องไปต่อ นี่ไม่ใช่ยอด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 555 อีกซัก โลนึง............

ในที่สุดก็ถึง k65 มี CP เติมน้ำด้วย เหมือนเดิม หยิบน้ำ อัดกล้วย ลุยกันต่อกับขาลง ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ขึ้นมาถึงยอดนะ

สรุป Silver Stone ถ้าฝนไม่ตกก็สบายๆนะขึ้นซัก 300m เอง

k65-70.xx : 5 โลแห่งความมันส์

ทางลงช่วงแรกประมาณ 3 โล เป็นทางหิน ลงยากเหมือนกันนะ ผมเลือกที่จะวิ่งบนหญ้าแทน เพื่อไม่ให้สะดุดหินล้ม ตรงจุดนี้ก็ไล่เก็บคนเดินได้ราว 15-20 คน

อีกอย่างหินมันแหลมอ่ะนะ ใครที่รองเท้าบางๆที่เจ็บเลย ผมก็ไม่เจ็บถึงขนาดเจ็บนิดหน่อย พี่ก็ใส่เลย

อ้าว พระเกาหลีเหนือที่แซงเราไป 5 โลแรกนี่นา อย่างโหดเลยหลวงพี่

ผมดูนาฬิกาตอนนี้ ผมเหลือเวลาราว 45 นาทีกับอีก 4 โล ผมคำนวณแล้วว่าต้องวิ่งเพซ 9-10 เซฟไว้ เผื่อระยะเกิน ผมจะจบก่อนพระอาทิตย์ ตก แล้วเข้าก่อน 6 โมงเย็นได้ Sub 14 ตอนนี้แหละที่เริ่มมาวางแผนวิ่งคุมเพซ 5555

ผม Downhill ด้วยเพซเฉลี่ยรวม 10-11 ยังช้ากว่าเป้าหมายหน่อย แต่เพื่อความปลอดภัย ค่อยๆไหลลงไปเรื่อยๆ ไม่ให้ขาพลิก วิ่งบนหญ้า จนกระทั่งวิ่งได้ 3 โล ถึง k68 ทางหินก็หมด ^^ ต่อจากนี้ราว 2.5 โลเป็นทางถนน

มองไปไกลๆๆๆๆๆๆๆๆ เห็น Topas Ecolodge ไกล ใช่หรือเปล่าหว่า ผมรีบดื่มน้ำครั้งสุดท้ายแล้วพุ่งตัวออกไปด้วยเพซ 7 แล้วกดลงมา 6:30 ไปเรื่อยๆ หัวใจยังคงอยู่โซน 3 ปลายกำลังจะขึ้น 4

ยิ่งวิ่งเครื่องยิ่งร้อน ทางถนนเรียบมีเนินเล็กน้อย แต่ตอนนี้ผมวิ่งขึ้นเนินไม่เดินแล้วโว้ยยยย ด้วยเพซ 6:30 เส้นทางเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ถนนเลียบภูเขาเลี้ยวไปมา ตากล้องเริ่มมี คนที่เดินย้อนมาให้กำลังใจก็มี แสดงว่าใกล้เส้นชัยมากขึ้นอีก

ผมเจอคนให้กำลังใจ ผมถามว่า How Far เค้าบอก 500 metre เท่านั้นละ เพซ 6:00 แล้วจ้า ลุยสิๆๆๆๆๆๆ

ใช่จ้า......เราน่าจะฉุกคิด เราเจอเหตุการณ์แบบนี้ บ่อย 700m ยังไม่เห็นเส้นชัยเลยจ้า แต่ช่างเหอะ เดินมาทั้งวัน นี่คือเวลาของตู ลุยๆๆๆๆๆ

แล้วเราก็เห็นจุดสตาร์ทของเรา อ้าว นี่มันอยู่ใกล้เส้นชัยเลยนี่หว่า แล้วเราก็เลี้ยวซ้ายไปที่ทางเข้ารีสอร์ท แต่เส้นทางเป็นพื้นหิน ที่มาปะๆบนพื้นวิ่งไม่ดี อาจสะดุดเลยคุมเพซ 6ได้ ผมวิ่งแซงๆๆๆ คนที่ค่อยๆจ๊อกเข้าเส้นอย่างช้า ลุยๆๆๆๆ

มองไปที่นากา 13.58 ชม. อีก 2 นาที อีก 1 นาที เวลาลดลงเรื่อยๆ แล้วผมก็เห็น 150m ก่อนถึงเส้นชัย ผมก็เร่งขึ้นไปอีก เพซ 5 เพซ 4.30 พุ่งไปๆๆๆๆ เอาให้ทัน sub14 ให้ได้

(ที่รู้เพซ ความชัน เพราะไปแทรคใน Strava เอานะ ดังนั้นข้อมูลระยะจะค่อนข้างละเอียดเลย)

อัดเพซ 4:30 แหลกเลย 100m สุดท้าย

Finally, I’m Finisher 70km in 14:00:14 hr.

Official Time 14:00:36

ผู้ชายลำดับที่ 51/183 และชายไทยลำดับที่ 2

VMM Race Results 2017

จบมั้ย................................................อ่าวเฮ้ย มือถือพังนี่หว่า รีบหาคนไทยโดยด่วน

โชคดีเจอพี่พั้งค์เลยได้รูปนี้มา

โชคดีเจอพี่ต่อและพี่พงศ์ MADZ เลยได้ขอยืมมือถือส่งข่าวไปหาพี่เกรส

ผมเข้าเส้นชัยด้วยสภาพปกติไม่รู้สึกอะไร ไม่บาดเจ็บ ยืดกล้ามเนื้อซักพักแล้วก็ไปขึ้นรถกลับเมืองซาปา

ฝากไว้ว่าคนที่ซื้อ Package Run Only จะไม่ได้กินบุฟเฟ่ต์นะ แล้ววิ่งเสร็จอะมีที่อาบน้ำด้วย แนะนำให้ติดเครื่องอาบน้ำมาด้วย ถ้าอยากอาบนะ ในส่วนนี้ผมไม่ได้อ่าน ไม่ได้ฟังเค้าหรอก ก็เลยกลับซาปาอย่างเน่าๆ

ตอนรอขึ้นรถก็ดีใจที่ได้รู้จัก น้องกล้วย สาวหาดใหญ่ ที่ให้รูปสวยๆมาสำหรับรีวิววันนี้

น้องแบงก์ ที่เปิดฟูลแรกในป่าที่ VMM ซ้อมบ่อยๆนะน้อง

และน้องมุก Nalin พี่ขอบคุณเราจริงๆที่ให้ยืมมือถือ เพื่อล็อกอินเฟสมาติดต่อทุกคนครับ ถ้าไม่มีเราพี่คงลำบากกว่านี้ครับ

ขอบคุณเพือนๆคนไทยที่คอยตามคอยเชียร์ตลอด ขอบคุณบางท่านที่เป็นห่วงทักมา ตอนนี้มือถือหายดีแล้ว เสียไป 3 พัน บทเรียนครั้งนี้จะทำให้เราพกถุงซิปเหมือนเดิม 55555


ลาก่อน 7070 VMM70 จบระยะ 70km อย่างมีความสุข

ส่วนใครที่สนใจมาในปีถัดๆไปผมอยากให้ลงระย 42km นะมันดีต่อใจนะ แต่ถ้าอยากรูปตรงลำธาร ต้อง 70 เท่านั้น เพราะถ้าลง 100 อาจไปถึงตอนมืดๆหรือไม่ทัน cut off ตี 5 ที่จุดสตาร์ทผม

...........มาถึงตรงนี้ เราคงกล้าพูดได้เต็มปากแล้วว่า “หลังจากเราจบ Ultra ถนนมาราวๆ 3 ครั้ง Ultra trail 50km 2 ครั้ง + PYT66+CM6 (76km)+VMM70”

“ก็ถึงเวลาที่เราจะเปิด 100 โลครั้งแรกที่ PYT100”

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า Big Event of This Year : Pong Yang Trail 100 km.

ไปซ้อมก่อนนะ บาย ^^

CONTRIBUTOR

caret-down caret-up caret-left caret-right

จิรภัทร โบสุวรรณ

นักวิเคราะห์หุ้น ที่ไม่บ้างานแต่บ้าวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ ชอบไปเที่ยวคนเดียว แล้วเอาเรื่องวิ่งมาอ้าง

คติประจำใจ : จงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวัน


  • 238
  •  
  •  
  •  
  •  
    238
    Shares

Comments

comments