ขอนแก่น อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน 2018
หลังจากผ่านศึกชิงคิงคองแห่งชาติ บางแสน 42 ผมทำน้ำหนักผ่านด่าน 70 กก.ลงมาที่ 68 กก.ได้สำเร็จ ปัญหาใหญ่ของผมดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลายลง หลังจากการที่ต้องแบกน้ำหนัก กรำศึกมาราธอนมาหลายปี เป้าหมายสนามหน้า ปีหน้า ในรุ่น 55 ผมต้องการน้ำหนักที่ 65 กก. เพื่อลงสู่สนาม

สนามขอนแก่นมาราธอน 2018 จึงถูกเลือกให้ลงลุยอีกครั้ง หลังจากเคยไปทำเวลาไว้ที่ 3.30 เมื่อปี 2014 เปิดดูข้อสอบเก่าของปี 2017 ในรุ่น 55-59 ลำดับที่ 5 ทำไว้ ที่ 3.22 ชม. ด้วย 52 มาราธอน ที่ผ่านมา ผมทำเวลาได้ดีสุดที่ 3.24 ชม. การบ้านนี้มันน่าลุ้นยิ่งนัก ต้องลองดูสักตั้ง

สถานที่รับบิบ

การซ้อม 2 มื้อ เหมือนคุณหมอยอดนักวิ่งที่ผมแอบได้ยินมา ไม่ใช่ปัญหา ทุกครั้งที่ผมต้องการมีผลงานที่ดีก็จะทำเช่นนั้น แต่การทำอินเทอร์วอล สำหรับผมน้อยมาก ไม่ใช่ผมไม่เชื่อในเรื่อง การอินเทอร์วอล แต่ผมเป็นคนน้ำหนักเยอะ บาดเจ็บง่าย การทำอินเทอร์วอลจึงมีน้อย แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งหมวด ซ้อมความเร็วในรูปแบบอื่น เอาพออย่าให้ตัวเองตายคาสนามซ้อมก่อนก็พอ

ทุกอย่างเริ่มดำเนินไปตามแผน น้ำหนักตัวเริ่มลงมาที่ 66 กก. อีก 1 อาทิตย์จะลงสู่สนามแข่ง และเป็นช่วงที่ต้องเรียวลง แต่แล้วปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น  เมื่อทีมของผมลงเก็บจานดาวเทียมไทยคมโดยแผนเดิมนั้นจะจบลงในวันงานขอนแก่นพอดี

แต่แล้วสถานการณ์การเก็บจานไม่น่าไว้ใจ ผมกลัวว่าจะไม่ทันการ อยากให้ทีมได้จานมากกว่า การซ้อมวิ่งจังหวะแข่งขัน 20 กม. ในสัปดาห์สุดท้าย จึงต้องเพิ่มการคูลดาว มากขึ้นอีก 5-10 กม. เพื่อให้ได้ระยะทาง 6 วัน จัดไปเกือบ 200 กม. โดยปกติไม่เคยซ้อมมากกว่า 150 กม./สัปดาห์ พยายามทำให้โปรแกรมซ้อมกับการเพิ่มระยะทางนิดหน่อยไม่ให้เป็นปัญหา

งานจานปิดจ๊อบในวันพฤหัส ผมส่งผลงานวันนั้น 20 กม. น้องๆในทีมให้ผมพัก ห้ามวิ่งเด็ดขาด ที่เหลือน้องๆจะลุยเอง พฤหัสจึงงดวิ่งมื้อเย็นและพัก ศุกร์ เสาร์

รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า ไม่สดเหมือนทุกครั้ง บอกกับน้องๆว่า 3.30 ชม. ผมทำได้ แต่ในใจไม่ใช่อย่างงั้น ผมจะลุย3.20 เพื่อเรียนรู้ว่าผมจะไปได้ไกลแค่ไหน จะจบที่ตรงไหน จึงเป็นบทเรียน บททดสอบอีกครั้ง

ตี 2 วันอาทิตย์ ตื่นมาเช็คสภาพอากาศ อุณภูมิอยู่ที่ 24 องศา ถือว่าไม่ร้อน แต่ไม่เย็นตามแบบฉบับขอนแก่น หลังจากโหลดอาหาร แล้วออกมาวอร์ม ยืดเหยียด คว้ากล้วยหอม 1 ลูก เดินสู่สนามแข่ง ที่ห่างจากที่พักไม่เกิน 300 เมตร

เจอน้าเก่งที่จ๊อกวอร์มเบาๆริมบึงในมหาวิทยาลัย ผมจ๊อกตามคุยไปเพลินๆ กิโลกว่าๆได้ ต้องบอกน้าเก่งว่าพอแล้วละ เดี๋ยวหมดแรงก่อน

อีก 15 นาที ถึงเวลา เจ้าหน้าที่จึงเรียกเชคอิน เดินผ่านชิพ เข้าสู่ตามบล๊อค ผมเดินเบียดๆเข้ามา อยุ่แถวที่ 7 จากหน้าก็พอแล้ว เห็นโฆษกประกาศว่า นักวิ่งมาราธอนกว่า 2000 คนได้

4.15 สัญญานการปล่อยตัวดังขึ้น เพช 4.3-4.4 นั่นคือสิ่งที่ผมวางไว้ การวิ่งครั้งนี้ ไม่มีการสนใจอะไรมากไปกว่า แนวเส้นทางวิ่งที่ตรงที่สุด ตำแหน่งที่ไม่เอียงหรือเอียงน้อยที่สุด  เช็คสภาพกล้ามเนื้อความเร็วรักษาได้หรือไม่

ผ่าน 10 กม. แรก ทุกอย่าง ไม่มีปัญหา ยังคงไหลได้ คุมเพชอยู่ เริ่มไล่แซงรุ่นตัวเองมาได้บ้างแล้ว ทุกครั้งที่วิ่งอยู่คนเดียวจะรู้สึกว่าช้า แต่ถ้ามีกลุ่ม เพื่อน จะรู้สึกดีกว่า แต่ที่นี้สนามแข่ง จึงเกาะอยู่กับใครไม่ได้ นอกจากเจอคนที่จังหวะเดียวกันเวลาเดียวกัน

ผ่านจุดเช็คพ้อยท์ที่ 21 กม. ทุกอย่างไม่มีอะไร ยังไหวอยู่ ยังเอาอยู่ เส้นทางเหมือนเดิมที่เคยมาวิ่ง จึงจดจำได้ว่าผ่านตรงไหนบ้าง แบบไหนบ้าง ข้างหน้าจะเจอเนินเล็กเนินใหญ่ยังไง ได้ทบทวนบึนทึกเก่ามาเรียบร้อยแล้ว

ผมไม่ได้พกอะไรมาเลย นอกจากนาฬิกา รับน้ำทุกโต๊ะ รับเกลือแร่ที่มี งานนี้เหมือนเข้าใจดี เกลือแร่ใส่แก้ว ไม่มากพอดีพอคำ และวางก่อนโต๊ะน้ำเล็กน้อย ผ่าน กม.25 กับโต๊ะผลไม้ กล้วยหอมของโปรด อุดมไปด้วยทุกเซี่ยม ผมคว้ามากินคำเล็กๆคำหนึ่ง

แต่แล้วผมกลัวว่าการกินจะไปฉุดจังหวะการวิ่งได้ ตัดสินใจแค่นั้นพอ มาถึง กม.28 ผมเริ่มเห็นพี่น้อง รุ่น 50-54 เราเริ่มวิ่งไปด้วยกันที่รอบและความเร็วเดียวกัน

ผ่าน กม. 30 พี่น้องบอกว่า เราใช้เวลา 2.18 ชม ผมรับทราบ  แล้วเริ่มคิดว่า 12 กม.ที่เหลือ ถ้าคุมเพชไม่ให้เกิน 5.00 ได้ ข้อสอบวันนี้สอบผ่านแน่ๆ

มาถึงจุดรวมพลของทุกระยะ เริ่มวิ่งลำบากนิด พยายามหาแนวหาช่องให้ไปได้ดี ผมกับพี่น้องยังไปด้วยกันได้ดี ถึงจุดที่กม.35-36  มอดินแดง น่าจะเป็นจุดสูงสุดของงาน โต๊ะน้ำที่วางทางกำลังขึ้นเนิน เมื่อเข้ารับน้ำในจังหวะที่คนเยอะต้องชะลอความเร็ว

พอจะเร่งขึ้นเนินใหม่ รอบขามันหนักมาก เหนื่อย หายใจไม่สะดวก ทำไงดี เพช ตกแน่ๆ รอบขาซิๆ เร่งเร็วๆถี่ๆหน่อย เผื่อช่วยได้ แล้วก็พาตัวเองมาสู่จุดสูงสุดได้ เห็นหลังรุ่นเดียวกันอีกคนด้านหน้า ที่นำมาก่อน แต่เมื่อเรามาเห็นหลังใหญ่ขึ้นๆ นั่นหมายความว่าพลังของเขาต้องเริ่มถอยลง แล้วพลังของเราละ

เข้าสู่พื้นที่ ม.ขอนแก่น ถ้าใครเคยมาวิ่งจะรู้ว่า ถนนสี่เลน มีเกาะกลาง จะเต็มไปด้วยนักวิ่ง กองเชียร์ ก่อนที่จะมารวมเป็นเส้นเดียวเต็มพื้นที่ มันไม่ใช่เป็นสิ่งไม่สะดวก ไม่ใช่อุปสรรคการวิ่ง แต่มันเป็นสีสรรค์ของงาน เป็นสิ่งที่เราต้องใช้ทักษะ ดูแนว ดูช่อง ในการมุ่งไปข้างหน้า

ผมเลือกที่จะอยู่ ขอบทางไว้ ส่งเสียงหายใจให้ดังหน่อย ช่วยทั้งกระชากใจ ช่วยเตือนข้างหน้าให้รู้ บางครั้งลงไหล่ทางบ้างก็ทำ นักวิ่งบ้านนอกเคยผ่านเทรลมาแล้ว ไม่มีปัญหา

3 กม.สุดท้าย เป็นระยะกัดฟัน ซึ่งผมจะไม่ค่อยทำบ่อยนัก แต่งานระดับนี้ต้องทำ ต้องสู้ สู้ทีละ 1 กม 1 กม. เมื่อป้ายบอกว่าอีก 1000 เมตร ถึงเส้น ผมเริ่มกดลงมาได้อีกหน่อย เมื่อเท้าเหยียบเข้าพรม.จะใส่ 200 เมตรสุดท้ายไล่คนด้านหน้า เหลืออีก 3 เมตรจะแซงเกิดการกระตุก ต้องยอมแล้วผ่อนลง ตามหลังเข้าไป

ดูนาฬิกาบอกว่าใช้เวลาไป 3.17.51 ไม่ลืมที่จะสอบถามน้องที่จดคนเข้า ได้ลำดับที่ 4 แต่ต้องรอผลประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

หลังเส้นสิ่งดีที่สุดของงานนี้คือ ทีมนักศึกษาวิชากายภาพบำบัด ผมไม่รีรอที่จะรีบไปใช้บริการ แล้วเดินคลายเส้น ก่อนมารอผลประกาศอย่างเป็นทางการ

ทำได้ดีเกินคาด สภาพอากาศไม่หนาวเย็นเหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ร้อน สบายๆ อาหารจัดไว้ให้เป็นคูปองไว้แลก งานจัดได้ดีเช่นเคย การประกาศผลมีล่าช้าบ้างแต่ไม่ได้เป็นปัญหากับคนหมู่มาก กินข้าวไปรอผลไป 10 โมงๆกว่าก็จบเรียบร้อย

จะรัน วันขอนแก่นมาราธอน 2561

28.01.2561 Marathon#53