ประสบการณ์ Half Marathon ครั้งที่ 2 และการติดถ้วยครั้งแรกแบบงงๆ
ก่อนวันแข่ง
ตอนนี้ฝนอยู่ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว สะพานสายประวัติศาสตร์ที่ทอดตัวพาดผ่านแม่น้ำแควใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะมุ่งหน้าไปสู่ประเทศพม่า สะพานนี้ได้ถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ถึงแม้มันจะถูกสร้างมาจากความแตกแยกของคนบนโลกนี้ก็ตาม วันนี้ที่นี่มีงานประจำปีพอดี คืนนี้จะมีการแสดง แสง สี เสียง มีระเบิด มีรถไฟวิ่งผ่านจำลองเหตุการณ์ความสูญเสียเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา เสียดายที่วันนี้ต้องรีบกลับเข้าที่พักไปนอนตั้งแต่หัวค่ำเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดขากลับ ตอนเลี้ยวรถเข้ามาในซอยที่พัก เห็นไฟประดับประดาอยู่สองข้างทาง คิดในใจต้องจัดไฟต้อนรับกันขนาดนี้เลยเหรอ 555 หรือทีนี่กำลังมีงานวัด แต่ในซอยนี้ก็ไม่มีวัดนะ ยิ่งเข้าใกล้ที่พัก ไฟก็ยิ่งสว่าง อยู่ๆเสียงระนาดก็ดังเข้ามาในรถ พอลงจากรถก็ได้รู้ว่า คืนนี้บ้านข้างๆที่อยู่ติดกับที่พัก มีงานสวดอภิธรรมศพค่ะ เสียงบทสวดดังยาวนาน เพราะฝนปิดไฟนอนตั้งแต่ทุ่มครึ่ง แต่กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไป 3 ทุ่ม พระท่านสวดจบพอดี รู้งี้อยู่ดูแสงสีเสียงที่สะพานข้ามแม่น้ำแควให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

02.30 น.

ตื่นเช้ามากเลย นี่เป็นครั้งแรก หลังจากที่ร้างสนามมาเกือบ 6 เดือน เพื่อที่จะเข้าฝึกซ้อมตามตารางบ้านวัดใจของครูดิน เป้าหมายคือมาราธอน(ครั้งที่สอง) ที่จอมบึงมาราธอน กลางเดือนมกราคม 2559 วิธีการไม่มีอะไรมากไปกว่า ฝึกซ้อมตามตาราง พักผ่อนให้พอ กินให้พอ และกินของที่มีประโยชน์ให้มากกว่าของกินตามใจตัวเอง และที่สำคัญสนามแข่งไม่ใช่สนามซ้อม ครูและโค้ชบอกฝนมาแบบนี้ ฝนเลยร้างลาจากการลงงานวิ่งมานาน งานที่ลงไว้แล้ว ต้องปล่อย BIB ทิ้งไปหมด รวมไปถึงรายการวิ่งเทรลที่ Sapa เวียดนามด้วย งดลงแข่งทุกสนามเพื่อที่จะตั้งใจซ้อมไปสนามจอมบึงอีกครั้ง ในเวลาที่ดีขึ้นก็คงไม่แปลกถ้าวันนี้จะตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ ด้วยประสบการณ์การลงงานวิ่งอันน้อยนิด ทั้งชีวิตลงมา 5 งาน มินิมาราธอน ฮาร์ฟมาราธอน และมาราธอน อย่างละ 1 ครั้ง เทรล 21K และ 32K อย่างละ 1 ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นฮาร์ฟมาราธอนครั้งที่ 2 ที่ได้โอกาสมาลงแข่ง เพราะงานนี้ครูดินและพี่หมอยีน (แอดมินส่วนตัวที่คอยดูแลเรามาตลอด) อนุญาตให้ลูกบ้านมาลงทดสอบระยะ 21K พอดี ทุกอย่างลงตัว

03.30 น.

ฝนมาถึงงานตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันเพราะไก่น่าจะนอนอยู่ หรือจุดที่ฝนอยู่จะไม่มีไก่ ลานจอดรถก็ยังโล่ง เป็นเวลาที่ดีเหมาะกับการเตรียมตัวให้พร้อม มองหาห้องน้ำ เดินสำรวจหาที่วิ่งวอร์ม และยืดเหยียด สิ่งที่ครูและพี่หมอยีนบอกมาคือเราต้องยืดเหยียดให้พอ และวอร์มให้ถึง 2 กิโล ฝนมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยจากอาการ ใยกล้ามเนื้ออักเสบตรงแถวๆเอ็นร้อยหวาย ที่เกิดจากการวิ่งเล่นแล้วพลาด เขย่งเท้าวิ่งขึ้นบันไดกับ “แครอท” น้องคนสุดท้อง เอ้ย! น้องหมาที่บ้าน ก่อนหน้าที่จะมางานได้ไม่ถึงอาทิตย์ ตอนซ้อมก็ไม่เคยบาดเจ็บ มาเจ็บตอนเล่นกับหมาซะงั้น … อาการเจ็บนี้จะเป็นตอนที่เริ่มใส่รองเท้า จะเจ็บๆ แสบๆนิดๆ และจะหายไปเมื่อเราวอร์ม และยืดเหยียดถึงจุดจุดนึง มันจะหายวิ่งได้เป็นปกติ โชคดีที่มีพี่หมอยีนคอยดูแลให้คำแนะนำ ให้ลดความเร็วลงทุกโจทย์ที่ต้องซ้อม ประคบเย็นตามภายใน 48 ชั่วโมง และประคบร้อนหลังจากนั้นถ้ายังไม่หาย แล้วก็แถมท่ายืดเหยียดที่สามารถเอามายืดเหยียดระหว่างวันได้ ทั้งหมดนี้ช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วมาก
ตอนนี้เกือบตี 5 แล้ว ผู้คนเริ่มจอแจ หนาตามากขึ้น แสงไฟสีส้มภายในงานดูไม่เร้าใจเกินไปนัก บวกกับตอนนี้ฝนเจอเพื่อนหลายคนทำให้ลืมความตื่นเต้นไปซะสนิท 15 นาทีสุดท้ายก่อนถึงเวลาปล่อยตัว ฝนเดินเข้าไปจุดเช็คอินด้วยความมั่นใจ คิดในใจว่ายังไงวันนี้ก็คงทำได้ตามที่ซ้อมมา

ศิษย์มีครู

แฮร่ ได้ใช้คำนี้ซะที ฝนไม่เคยเป็นนักกีฬามาก่อนในชีวิต ไม่เคยต้องทำตามตารางซ้อมอะไรเลย แต่ครั้งนี้มีตารางซ้อม และฝนก็ทำตามตารางซ้อมอย่างเคร่งครัดเช่นกัน ถึงแม้บางวันตารางงานจะแน่น มีฝนตกปรอยๆ หรือถ้าตกหนักก็ต้องตั้งตาคอยให้ฝนหยุด ถึงจะดึกแค่ไหนถ้าซ้อมเสร็จไม่เกินเที่ยงคืนได้ก็ต้องซ้อม ฝนเชื่อและเคารพในตัวครูและแอดมินกับความเสียสละและใส่ใจที่มีให้กับฝนและลูกบ้านทุกคนค่ะ วันนี้เป็นศิษย์มีครูแล้ว ฝนจะทำให้ดีที่สุดด้วยความตั้งใจ เป้าหมายของวันนี้คือ 01.55 ชั่วโมง แผนสำคัญคือตามแอดโจให้ทัน เอ้ย! ไม่ใช่ ตามนี้ต่างหาก
  • 5 กิโลเมตรแรก ต้องคุมเวลาให้ได้ 26.40 – 27.15 นาที
  • 10 กิโลเมตร ต้องได้ภายใน 53.20 – 54.30 นาที
  • 15 กิโลเมตร ต้องได้ภายใน 01.20 – 01.24 ชั่วโมง
  • 20 กิโลเมตร ต้องได้ภายใน 01.46 – 01.49 ชั่วโมง
ที่เหลืออีก 1 กิโลเมตรสุดท้าย ขายังเหลือเท่าไหร่ ใจยังไหวแค่ไหน ใส่ไปไม่ต้องยั้ง หน้าเส้นมีทีมปฐมพยาบาล 555 (ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะแอบลอกเพื่อนมา ไม่ได้คิดเอง) ถ้าดูจากเป้าหมายของวันนี้ นับว่าโหดพอตัวสำหรับมือใหม่อย่างฝน ก่อนเข้าตารางซ้อม ฝนทำเวลาได้ 02.20 ชั่วโมง(ฮาร์ฟแรก ปีที่แล้ว ปีนึงพอดิบพอดี) การที่ 1 ปีจะลดเวลาลงมาถึง 25 นาที สำหรับฝนมันยากมาก ดูเผินๆอาจเหมือนต้องฝึกวิ่งเร็วๆ ให้เวลาลดทุกๆวัน แต่ไม่ใช่เลย สิ่งที่สำคัญคือต้องวิ่งเป็นให้มากกว่านั้น ต้องฝึกวิ่งช้าให้เป็น ฝึกหัวใจให้ดี และฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรงไปพร้อมๆกัน ฝนเชื่อในสิ่งที่ครูและแอดมินให้มา บุญเก่าที่สะสมไว้จะส่งผลวันนี้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แหละ จะได้มากได้น้อยแค่ไหนต้องรอดู “สู้ สู้ ฝนทำได้” ฝนแทคมือ 1 ที พร้อมขยิบตาข้างขวาให้คนที่จะรอเราอยู่ตรงเส้นชัย และจะไม่ไปไหนจนกว่าฝนจะวิ่งผ่านเข้าเส้นมา อีกประมาณ 2 ชั่วโมงข้างหน้า สิ้นเสียงปล่อยตัว กลุ่มเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และ pacer แอดมินโจ ร่วมทางไปด้วยกัน พวกเรามีทั้งหมด 7 คนรวมฝนด้วย
รูปนี้แอดโจเป็นคนถ่าย
4 กิโลเมตรแรกได้รับคำเตือนตลอดทางว่าข้างหน้ามีเนิน ซึมๆเล็กน้อย ให้ระวัง จุดให้น้ำจะมีทุกๆ 2 กิโลเมตร ซึ่งตามแผน 2 กิโลเมตรแรกจะไม่ได้แวะจิบน้ำ ระหว่างทางก็สนทนาตามประสาไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวผ่านไป 4 กิโลเมตร จุดให้น้ำต่อไปอยู่ไกลๆด้านหน้า ทุกคนแยกย้ายต่อแถวเป็นแนวเดียวกันมือยื่นไปโฉบน้ำทางด้านซ้าย
และแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือฝนทำไม่ได้จ้าาา วิ่งโฉบน้ำมาติดมือแบบคนอื่นเค้าไม่ได้!! เค้าทำไงกันอ่ะ
ในใจคิดเท้าก็ต้องชะลอ แต่ก็ไม่วายตะโกนขอบคุณพี่ๆที่จุดให้น้ำ ยังจิบน้ำไม่ทันเสร็จ ทุกคนทิ้งไปเกือบ 50 เมตรแล้ว นั่นกลายเป็นว่า ทุกครั้งที่แวะจิบน้ำ ทุกคนจะทิ้งห่างไปประมาณ 100 เมตร และเป็นหน้าที่ที่ฝนต้องเร่งจังหวะขึ้นไปเรื่อยๆเพื่อตามให้ทัน จังหวะเร่งจะ Sprint ก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะเหนื่อยจนหมด เลยใช้วิธีเร่งฝีเท้าขึ้นมา รอจังหวะจนกว่าจะตามทัน แบบนี้ชัวร์สุดในตอนนี้ ยังตามกลับเข้ากลุ่มได้ 9 กิโลเมตร จุดนี้นักวิ่งจะได้มีโอกาสวิ่งข้ามสะพานแม่น้ำแคว ฟ้ายังมืดอยู่ แต่ก็มีแสงสว่างจากแฟลชของพี่ๆตากล่องรัวส่องแสงวูบวาบๆอยู่เป็นระยะพร้อมกับเสียงข้างหน้ามีกล้องแยกย้ายเร็ว คิดท่านะ ตัวใครตัวมัน … จุดบนสะพานนี้ทางงานปูพื้นบนทางรถไฟด้วยแผ่นยิปซั่มมาเป็นอย่างดีค่ะ วิ่งบนนี้รู้สึกว่าข้อเท้าสปริงดีมากกก เด้งดึ๋งดั๋ง 555
ถัดจากสะพานมาเส้นทางก็จะเป็นถนนปกติแล้วค่ะ ข้างทางเป็นบ้าน เป็นป่าหญ้า มีพี่ๆหมาเจ้าถิ่นมานั่งต้อนรับ บางตัวก็นอนไม่สนใจใยดี สงสัยเราวิ่งมาช้าจนเกินไป แก็งค์เจ้าถิ่นคงไล่ตามนักวิ่งแนวหน้าจนหมดแรงไปแล้วแน่เลย ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ มีพระอาทิตย์สีส้มสวยขึ้นมาตามแนวเขา ถ้าไม่กลัวตามเดอะแก็งค์ไม่ทันก็อยากหยิบโทรศัพท์มาเซลฟี่ซักหน่อย

14 กิโลเมตร

เป็นไปตามคาด ฝนหลุดจากกลุ่มหลังจากจิบน้ำที่จุดนี้ค่ะ ก่อนที่จะเร่งฝีเท้าขึ้นไป แต่ฝนได้เพื่อนใหม่มาอีกคน เป็นพี่สาวฝีเท้าดีที่ฝนและเดอะแก็งค์วิ่งตามมาติดๆตลอดทาง ไม่รอช้า ฝนยิ้มและทักพี่เค้า เลยได้วิ่งไปคุยกันไป สักพักก็ชวนให้พี่เค้าเร่งฝีเท้าตามแอดโจขึ้นไป ไม่งั้นน่าจะหลุดยาวแน่ๆ
จุดสะพานสมเด็จพระญาณสังวรเป็นจุดที่ฝนและเพื่อนๆอีก 6 คนได้ถ่ายรูปร่วมกันค่ะ สะพานนี้สวยมาก ท้องฟ้าสดใส สะพานโค้งตัวพาดผ่านแม่น้ำให้เราได้อัพหัวใจกันนิดหน่อย และใส่กันยับระหว่างลงสะพานพอหอมปากหอมคอ

“ไปเลย ติดแน่ เชื่อผม!!”

ระหว่างวิ่งผ่านจุดกลับตัว เหลืออีกประมาณ 2 กิโลนิดๆ ฝนยิ้มให้พี่ผู้ชายคนนึงที่กำลังวิ่งอยู่ข้างๆกัน ก่อนที่พี่เค้าจะยกนาฬิกาขึ้นมาดูแล้วยิ้มให้ และบอกกับฝนว่า “น้องวิ่งไปเลย น้องผู้หญิงอ่ะ เวลาแบบนี้ติดถ้วยชัวร์” ฝนพูดกลับไปแบบทีเล่นทีจริง “โหพี่ พูดงี้ หนูวิ่งขาดใจเลยนะ” “จริงน้อง (เสียงของพี่คนนั้นตอบกลับแบบจริงจัง) ไปเลยยย พวกพี่ผู้ชาย เวลาแบบนี้ไม่ติดอยู่แล้ว น้องเชื่อพี่ ไปเถอะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงข้าวมันไก่” 55 ฝนขำลั่นอยู่ในใจและชั่งใจ พร้อมกับตัดสินใจสละเรือ บอกแอดโจและเพื่อนๆว่าขอไปก่อนนะ เสียงแอดโจตะโกนไล่หลังมาว่า “ไปแล้วอย่าให้ตามทันนะ” ฝนหันมายิ้มให้แล้วตัดสินใจไปให้ถึงที่หมายที่มีคนรออยู่หน้าเส้นชัยให้เร็วกว่าเดิม
ข้างหน้าก่อนที่จะมองเห็นเส้นชัยอยู่ไกลๆ นักวิ่ง 10K วิ่งกันน่ารักเป็นทิวแถวอยู่ทางด้านซ้าย มองไปด้านขวามือเห็นผู้ชายใส่เสื้อกล้ามส้มดำจากสถาวรรันนิ่งคลับ วิ่งอยู่คนเดียวข้างหน้า ฝนค่อยๆเร่งฝีเท้าไปเรื่อย และเข้าไปแนะนำตัวว่าบ้านวัดใจเหมือนกันค่ะ ขอไปด้วยนะคะ ชวนคุยนิดหน่อย ถามเรื่องเวลา แล้วก็มีพี่นักวิ่งวิ่งมาอีกคน ฝนก็ถามว่าเส้นชัยที่เห็นไกลๆนั่น ถึง 1 กิโลไหมคะ พอได้รับคำตอบกลับมาว่าประมาณ 500 เมตร เลยหันมาชวนเพื่อนที่วิ่งอยู่ใกล้ๆกันให้ไปด้วยกัน “ไป เราไปกันค่ะ” ทุกอย่างเราวัดได้ด้วยใจของเราเอง ฝนไม่มีนาฬิกา หรือตัวช่วยใดๆ นอกจากโทรศัพท์ 1 เครื่องที่คอยส่งเสียงบอกเวลาอยู่เป็นระยะ เครื่องเบ้อเริ่มติดอยู่ข้างแขน ฝนไม่รู้ว่าตอนนั้น Heart Rate ฝนอยู่ที่เท่าไหร่ รู้แต่ว่าตอนนี้ เหนื่อยหอบพอทนได้ ฝนไม่รู้ว่าตอนนั้นความเร็วของฝนอยู่ที่ Pace ไหน รู้แค่ว่าความเร็วตอนนี้อยู่ที่ Pace คงที่สม่ำเสมอ ตามที่ซ้อมมา ท้ายสุดที่หน้าเส้นชัย ด้วยแรงที่เหลือมา ได้กระโดดให้พี่ตากล้องหน้าเส้นถ่ายรูปค่ะ จัดไปเบาๆให้เสร็จเรียบร้อย และวิ่งเข้าเส้นชัยไปทันที พร้อมกับกวาดสายตามองหาคนที่รออยู่ หนึ่งในกำลังใจของฝนตลอดมา
เวลาของวันนี้คือ 1 ชั่วโมง 52 นาที (ดีกว่าที่ตั้งใจไว้) ได้อันดับที่ 4 ในรุ่นอายุ ถ้วยรางวัลใบแรกจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก และจะยังฝึกซ้อมต่อไป พ่อกับแม่คงเข้าใจมากขึ้นว่าฝนทำอะไรอยู่ 21K ของวันนี้ไม่ใช่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ มันเป็นช่วงระหว่างทาง ที่ทำให้ต้องกลับมาฝึกฝน แก้ไขข้อผิดพลาด และเก็บประสบการณ์ที่ดีเอาไปใช้ เพื่อไปยังเป้าหมายหนึ่งที่ตั้งใจ เป้าหมายที่ทำให้ได้เข้ามาเป็นลูกศิษย์ครูดิน ครูหมอยีน และครูแอดมินทุกคน
วันนี้ทำให้รู้อย่างหนึ่งว่า ระหว่างทางมันก็สำคัญพอๆกับปลายทางนั่นแหละ ขอให้เรามีเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วเราจะมีแรงทำมันเอง … ป่ะ!! ลุกขึ้นมาใส่รองเท้าแล้วออกไป #ซ้อม กัน 🙂